HANOI 2016 #4 — SA PA + FANSIPAN LEGEND เที่ยวซาปาขึ้นเขาฟานซิปาน

การเดินทางสุดโหดยังดำเนินต่อไป จาก Day Tour ที่ Ninh Binh กลับมา Hanoi เพื่อต่อ Night Train ไปยัง Sa Pa … ไม่สิ ต้องเรียกว่านั่งรถไฟไปที่ Lao Cai ก่อน แล้วต่อรถบัสไป Sa Pa อีกที

ขอเล่าถึงความลำบากในการเดินทาง.. นี่คือเราแวะไปอาบน้ำที่โรงแรมของเอเจ้นท์ก่อน ซึ่งห้องน้ำก็มีแค่สองห้อง ผ้าเช็ดตัวไม่มีให้ น้ำไหลเอื่อยๆหน่อย แถมคนต่อคิวยาวอีก กว่าจะแย่งอ่าบน้ำ กว่ารถบัสจะมารับจากโรงแรมของเอเจ้นท์ไปสถานีรถไฟก็เกือบได้เวลารถไฟออกแล้ว วิ่งสู้ฟัดมาก

ยัง ยังไม่พอ จะขึ้นรถไฟ.. ตู้เราเบอร์ 13 คือไกลมาก… เริ่มจากตู้เบอร์ 1 ที่หัวชานชลา พอเราเดินไปๆ คนอื่นเค้าแวะเข้าตู้หมดแล้ว ทำไมเรายังไม่ถึงฟระ ???!! อีกอย่าง.. ตู้หน้าๆมันก็ดีนะ พื้นชานชลามันสูงเท่าประตูรถไฟ แต่พอเดินไปตู้ของเรา ทำไมพื้นมันลาดลงล่ะเฮ้ย !!! สรุปว่าประตูรถไฟอยู่ตรงประมาณราวนม .. แล้วบันไดที่ทอดลงมาก็ช่วยได้มากเลยครับพี่ ! ผู้ชายไม่เท่าไหร่ ผู้หญิงนี่หมดสวยเลยครับ ต้องปีนบันไดรถไฟขึ้นไปเนี่ย

ขาไปเราลองรถไฟของ King Express ซึ่งราคาถูกหน่อย แต่ขากลับใช้ของ Sapaly ที่ราคาแพงสุด คือไอ้รถไฟเนี่ย ไม่ว่าซื้อยี่ห้อไหนก็ไปขบวนเดียวกันแหละนะ แต่ผู้ให้บริการแต่ละเจ้าที่เช่าตู้จากการรถไฟเวียดนาม เค้าจะมาตกแต่งภายใน ใส่ที่นอนหมอนมุ้งฟูก และจัด Service ต่างๆเอง และขายแข่งขันกับเจ้าอื่นๆ

gopr0417dsc09743

 

ข้างในก็จะมีทางเดินยาวๆประมาณในรูปด้านบน แล้วด้านขวามือก็จะเป็นประตูห้อง.. มีที่นอนห้องละ 4 เตียง ถ้าใครมาสองคน จะซื้อ 4 เตียง แต่นอนแค่สองคนก็ได้เหมือนกัน โดยถ้าซื้อ 4 เตียงแล้วเนี่ย เค้าจะพับที่นอนด้านบนเก็บให้ แล้วก็นอนข้างล่างสองเตียง สำหรับเรา ลองดูราคาแล้วยอมแชร์กับคนอื่นดีกว่า ปรกติเค้าขายเตียงละ 35–40$ ถ้านอนสองคน เหมาห้อง ก็ตกคนละ 70–80$ คูณ 2 เป็นราคาไปกลับได้ 140–160$ …อ่วมครับ

ทีนี้เวลาไปสองคนและแชร์ห้องกับคนอื่น เค้าจะไม่ยอมให้เราจองเตียงล่างสองเตียงจ้า จะต้องจองเป็นคู่ล่าง-บน แล้วการปีนขึ้นเตียงบนเนี่ย ไม่มีบันไดนะ มีแค่ทีให้เอาขาเหยียบอันเล็กๆ คือเราต้องใช้สกิลปีนขึ้นไปเอง ท่านผู้ชายทั้งหลาย ท่านได้เสียสละแน่นอนฮะ

สำหรับคนที่กังวลเรื่องปลั๊กไฟ คุณคิดถูกแล้วครับ ทั้งตู้มีปลั๊กไฟให้แค่สองอัน ตรงข้างๆเตียงด้านล่าง เตียงบนไม่มีปลั๊กไฟให้ แล้วไปเจอ Sapaly ขากลับ มีโคมไฟให้ โดยเสียบไฟไปปลั๊กนึงแล้ว.. พวกเจ้าก็ต้องคุยกับเพื่อนร่วมทางดีๆว่าจะแบ่งใช้ยังไง

สำหรับเราเอาปลั๊กพ่วง 5 รูไปอยู่แล้ว ก็สบายไป คืนนึงชาร์จอุปกรณ์มากมาย ทั้งมือถือ,กล้อง, GoPro, PowerBank และอื่นๆ

img_20161022_062132img_20161022_061928

หลังจากหลับๆตื่นๆมาตลอดทาง รถไฟก็มาถึง Lao Cai จนได้ จากที่เราไปกลับเนี่ย บอกได้เลยว่า ตู้ของ Sapaly นอนสบายกว่า แอร์ทั่วถึงกว่า ก็สมกับที่แพงกว่า ข้อเสียของตู้ King Express คือได้กลิ่นน้ำมันเครื่องยนต์ คงเพราะเป็นตู้ท้ายๆ แอร์เลยดูดเอาลมที่พ่นออกจากท่อไอเสียที่ใดที่หนึ่งเข้ามาด้วย

พอรถไฟถึงทุกคนก็เดินออกมาจากรถไฟสู่สถานีเพื่อหารถต่อไป Sa Pa

g0030463g0030442

สถาพก็อย่างที่เห็น วุ่นวายเวียดนามมุงมากมาย เราจองรถบัสมากับเอเจ้นท์แล้ว ก็แค่มองหาป้ายชื่อตัวเองก็พอ หลังจากเจอคนที่มารับเราแล้ว เค้าก็เอาพวกเรายัดเข้ารถบัสคันเล็กๆ ที่แทบไม่มีที่เก็บกระเป๋าเดินทาง ฝรั่งเอาเป๋าใหญ่ๆมานี่ถึงกับสบถด้วยความเครียด เออ นั่นแหละ ใครให้พวกแกขนกระเป๋าเดินทางใบโตๆมากันเล่า ถ้าอยากขนมาแบบนั้นคงต้องไปจองรถส่วนตัวแทนอ่ะนะ สรุปว่าหลายคนต้องนั่งรถพร้อมกระเป๋าเดินทางอยู่บนตัก คือฝรั่งก็ตัวใหญ่อยู่แล้ว.. น่าสงสารเหมือนกัน

รถบัสเค้าจะเอาเราไปส่งที่โรงแรมเลย เราแวะเอาของเก็บที่ Storage ก่อน เพราะห้องยังไม่ว่าง แล้วก็ขอเค้าอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น จากนั้นก็ให้โรงแรมเรียก Taxi ไปส่งที่ Fansipan สำหรับราคาก็ต่อรองกันเอง แต่ยังไงก็ไม่ควรเกิน 70,000 ดองนะ

แวะถ่ายรูปพาโนจากระเบียงของโรงแรมมาซะหน่อย วิวสวยดีเหมือนกัน

ระหว่างทางขึ้นไปก็เจอป้ายพร้อมกระเช้าจำลองไว้ให้ถ่ายรูป แต่ตรงนี้มันอยู่ด้านนอกไกลจาก Fansipan ดังนั้นเราเลยได้แค่ถ่ายรูปจากในรถ

พอรถจอดส่งเราแล้วก็จะมีป้ายแบบนี้ให้ถ่ายรูป เออ ค่อยดีหน่อย แต่จะบอกว่ากว่าจะถ่ายรูปโล่งๆนี้ได้ต้องรอนานมากกกก เพราะมีเหล่าทัวร์จีนและทัวร์เวียดนาม(ที่นิสัยเหมือนคนจีน) ลงมาถ่ายรูปกันแบบไม่มีความเกรงใจ และไม่รู้จักการต่อคิวอะไรทั้งสิ้น

เดินเข้ามาจากจุดจอดรถด้านหน้าก็จะเจอทางเข้าอาคารไปขึ้น Cable Car โดยที่เค้าจะให้เราเดินเข้าตามช่องที่จัดไว้ วนขดๆไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าทำไว้ทำไมเหมือนกัน เพราะไม่เห็นความจำเป็นเลย หลังจากพ้นจากเขาวงกตมาได้ ก็จะมีศาลาอยู่ตรงข้ามกับอาคาร คงเอาไว้ให้ไหว้ขอพรก่อนขึ้น Cable Car

วันที่เราไปเที่ยวนี่เป็นช่วงเดือนตุลา อากาศที่ Sa Pa ค่อนข้างดี คือฝนไม่ตก ไม่หนาวด้วย

ข้างในอาคารก็มีช่องจำหน่ายตั๋ว Cable Car ราคาคนละ 600,000 ดอง จะจ่ายเป็น $ ก็ได้ แต่อัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก ไม่ค่อยแนะนำ หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ก็จะมีห้องน้ำให้เข้า มีจุดพักให้นั่งเล่นรอ มี Wifi ฟรีคุณภาพดีให้เล่น

รูปบนถ่ายตอน 10 โมง รูปล่างถ่ายตอน 11 โมง .. ต่างกันคนละเรื่องเลย ช่วง 10 โมงคนต่อแถวล้น ทัวร์ทั้งนั้น ล้งเล้งมาก คือพวกเราอยากนั่งกระเช้าสวีทไปกันสองคนไง ไม่อยากมีพวกทัวร์ล้งเล้งไปด้วย เลยมาตั้งหลักกันใหม่ว่าเอาไงดี ก็นั่งรอๆไปเรื่อยๆ หวังว่าคนจะลดลง และแล้วพระเจ้าก็เห็นใจจ้า พอ 11 โมงคนก็หายไปหมด หายไปยังงี้แหละ ว่างงงงไปเลย เนื่องจากเราไปวันเสาร์ ซึ่งโดยปรกติคนจะมาเที่ยวเยอะมากๆ ไอ้ช่วงนี้น่าจะว่างเพราะเป็นช่วงที่ทัวร์รอบเช้าขึ้นไปหมดแล้ว ทัวร์รอบบ่ายยังไม่มา (เดา)

แต่ถ้าไปเที่ยวช่วง Low Season หรือวันธรรมดา ก็อาจจะคนไม่เยอะอยู่แล้วก็เป็นได้นะ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน

เมื่อมีแต่เราสอง กระเช้าก็ว่างแบบนี้แหละจ้าาาา แฮปปี้สุดดดดดด ~*

ช่วงที่พวกเราไปเค้าเก็บเกี่ยวนาข้าวกันไปหมดแล้ว เลยไม่มีวิวนาข้าวเหลืองอร่ามมาให้ดูนะ

DSC09958.JPGDSC09880.JPG

กระเช้าพาเราสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากวิวพื้นนาก็กลายเป็นวิวภูเขาและท้องฟ้า รู้ตัวอีกทีเราขึ้นมาสูงเท่ากับเมฆแล้ว ท้องฟ้าข้างหลังก้อนเมฆเป็นสีฟ้าสดเหลือเชื่อ

dsc09986dsc09988

จาก Ga SaPa ถึง Ga Fansipan ใช้วเวลาไม่นาน อยากจะถ่ายรูปอะไรก็ต้องรีบรัวเลยนะ

ในรูปจะเห็นได้ว่าแถวรอขึ้น Cable Car ลงไปด้านล่างนั้นเต็มไปด้วยผู้คน รับรองอัดกันเป็นปลากระป๋องแน่ๆ

dsc09994dsc09995dsc09991

พอขึ้นมาถึงด้านบนได้อย่างแฮปปี้เอนดิ้งแล้ว เราก็หยุดพักเติมพลังก่อน อาหารข้างบนราคาสูงหน่อย แต่ก็รสชาติกินได้โอเค ได้นั่งพักกินข้าว ท้องอิ่มแล้วเราก็พร้อมจะลุยไปสู่ยอดเขา Fansipan จริงๆเสียที

dsc09998dsc09997dsc09996

ทางเดินไป Fansipan เป็นแบบ Open Air ทั้งหมด ถ้าใครมาช่วงอากาศไม่ดี คือลืมภาพแบบนี้ไปได้เลยนะ เห็นรีวิวของคนที่ไปหน้าฝน หรือ ช่วงฟ้าไม่ใส นี่คือหมอกลงหนามาก แทบมองทางไม่เห็น แถมบางทีฝนตก ต้องใส่เสื้อกันฝนเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำอีก

ทางเดินก็เป็นบันไดขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องฟิตร่างกายนิดนึงแหละ เพราะข้างบนนี้อากาศน้อย ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น ใครมีปัญหาเรื่องการหายใจในที่ออกซิเจนน้อยๆต้องระวังตัวหน่อยนะ

dsc00014dsc00021

ข้างบนนี้ในวันฟ้าใสมันสวยมาก เมฆด้านบนนี่ลอยไหลไปมาอย่างรวดเร็ว แบบว่าถ้าอยู่พื้นราบคงไม่มีวันได้เห็นความสวยงามแต่แฝงไปด้วยความโหดร้ายเกรี้ยวกราดของท้องฟ้า

หลังจากผ่านประตูใหญ่มาแล้ว ก็จะต้องเดินขึ้นไปที่ยอด Fansipan Summit ไกลเหมือนกันนะ ต้องพยายาม Enjoy ความสวยงามของวิวรอบๆไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คงถึงด้านบนเอง

dsc00050dsc00036

มีศาลเจ้าให้แวะไหว้พระขอพรและนั่งพัก ยืนพัก เป็นระยะๆ ตัว Fansipan Summit นี่เป็น Mega Project ของเวียดนามเค้าเลย ยังมีจุด Landmark อีกหลายจุดยังสร้างไม่เสร็จนะ เข้าใจว่าตรง Base Station จะทำเป็นโรงแรมด้วย ส่วนข้างบนก็จะมีศาลา มีพระใหญ่ มีวัด ให้แวะชม

dsc00052dsc00046

เดี๋ยวสร้างเสร็จคงมีพระใหญ่อยู่ตรงนั้นแน่ๆ ส่วนทางเดินราบเรียบอันนี้แทบจะเป็นจุดเดียว ที่ไม่ใช่บันได นอกนั้นต้องขึ้นบันไดหมด เดินขึ้นทีละสิบยี่สิบขั้นถึงจะมีที่พักสั้นๆทีนึง

dsc00053dsc00045

มีป้ายบอกระวังลมด้วย แสดงว่าข้างบนนี่น่าจะมีลมแรงได้ด้วย ถ้าตอนไหนสภาพอากาศไม่ดีนี่น่าจะต้องเดินระวังๆหน่อย ตอนเราไปนี่ก็ลมแรงเป็นระยะๆ แต่ไม่ขนาดตัวปลิวหรอกนะ แค่ต้องระวังบ้าง ไม่งั้นร่มหรือหมวก หรือเครื่องประดับอย่างใดอย่างนึงอาจจะปลิวหายไปกับสายลมได้

นอกจากนั้นพอใกล้จะถึงยอด Fansipan Summit แล้ว จะมีป้ายบอกให้ต่อคิวเสียด้วย ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะช่วงคนเยอะๆนี่คงโกลาหลเลยล่ะ บันไดก็ไม่ได้กว้างมาก ถ้าคนมาออกันแล้วเบียดเสียดแย่งกันขึ้นไปด้านบนอาจจะมีอันตราย

DSC00182.JPGgopr0618

หลังจากแฮ่กมาครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงยอดเขา Fansipan เสียที ตรงยอดนี้จะมีธงเวียดนามเอาไว้ให้ถือเป็น prop ถ่ายรูปซะด้วย แต่การแย่งชิงฉากถ่ายรูปนี่เป็นสงครามกันเลยทีเดียว เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ก็ไม่มีวัฒนธรรมการต่อแถวหรอก แย่งกันปีนเขามาคนละด้าน แย่งกันถือธง กว่าจะได้รูปพวกนี้มา ต้องรอจังหวะ และต้องคอยบอกคนอื่นว่า เฮ้ย รอก่อน ขอถ่ายรูปก่อน อย่าพึ่งขึ้นมา อะไรแบบนี้ด้วย อย่าไปเกรงใจ ต้องบอกนะ เงียบๆขี้เกรงใจแบบพี่ไทยไปนี่รับรองมีคนอื่นแถมมาในรูปเพียบ

พอถ่ายรูปจนพอใจเราก็ลาจากยอดเขา Fansipan กลับสู่ที่พัก ขากลับหมดแรงถ่ายรูปแล้ว แต่ Cable Car ขากลับของเราก็ว่างเหมือนเดิม ในขณะที่ขาขึ้นนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้คน.. แสดงว่าการมาช่วงเวลากลางวันนี้ช่วยให้เราหลีกหนีเหล่านักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ได้ดีจริงๆ

gopr1247gopr1240

ที่พักใน Sa Pa ของเราคือโรงแรม H’Mong Hotel Sapa จองผ่านเอเจ้นท์มา ได้ราคาโอเคอยู่ แต่ห้องเต็มสุดๆ เลยไม่ได้ห้องชั้นบนที่มีวิวระเบียง

ตัวห้องไม่มีพัดลม แอร์นี้ไม่มีอยู่แล้ว น้ำแรงใช้ได้ ส่วน Wifi ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

dsc00316dsc00312dsc00305dsc00302

พอกลับถึงห้อง อาบน้ำอาบท่า ก็สลบกันทันที แล้วก็ตั้งมือถือปลุกไว้ตอนหัวค่ำ เพื่อจะได้ตื่นออกไปหาของกินในเมือง

โรงแรม H’Mong นี่จัดว่าห่างจากกลางเมืองเหมือนกัน แต่ก็เดินได้สบาย ขาไปที่เมืองนี่เดินลงเขา ไม่ค่อยมีปัญหา ขากลับเดินขึ้นเขาก็จะต้องใช้พลังงานมากกว่า

ตรงกลางเมืองมีลานกิจกรรม เด็กผู้ชายตั้งวงแตะลูกอะไรสักอย่างเล็กๆ จริงๆซื้อลูกตระกร้อมาฝากเค้าก็น่าจะดี

คนขายหลบหลังผ้าซะงั้นน่ะ ถ้าไม่มองดีๆแทบไม่เห็นนะ นี่คือแอบหลับหรือไงก็ไม่รู้ แปลกดีเลยถ่ายรูปมา

เราเดินสำรวจของกินกันอยู่พักนึงก็ตกลงใจว่าจะกิน Hot Pot หมู ราคาน่าจะหลายแสนดองอยู่ จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่

เอาว่าก็พอกินได้ แต่ให้เทียบกับสุกี้เมืองไทย ของเราเหนือกว่าเยอะตามระเบียบ

พอท้องอิ่มเราก็ออกเดินเรื่อยเปื่อย ของที่เหล่าม้งเอามาขายส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่เราคงไม่ได้ใช้ เลยไม่ได้เสียเงินซื้ออะไรเลย

dsc00358gopr1268

กลับมาตรงลานกิจกรรม เจอคนมหาศาล ต่างกับตอนก่อนไปกินข้าวลิบลับ ตรงเวทีมีการแสดงรำพื้นเมือง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นการประกวด หรือเป็นกิจกรรมปรกติของคนที่นี่เหมือนกัน

หลังจากนี้เราก็เดินกลับโรงแรม และนอนหลับเอาเป็นเอาตาย เพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน แล้วเจอกันใหม่ตอนถัดไป

Advertisements

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s