Chiang Mai First Time #1

ครั้งแรกเหรอ ? แหม First Time ซะที่ไหนล่ะ 😉 ไอ้ที่ครั้งแรกน่ะ คือเป็นครั้งแรกที่พาหนูน้อยวินชี่ไปเที่ยวเชียงใหม่ต่างหาก เป็นการซ้อมให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ หัดรับมือหนูน้อยวินชี่บนเครื่องบิน พร้อมทั้งหัดให้หนูน้อยวินชี่รู้จักการเดินทางด้วยเครื่องบินด้วย

การเตรียมตัวเวลามีเด็กเล็กไปด้วยก็จะมีของเพิ่มขึ้นมากมาย สำหรับ List การเตรียมของน่าจะมีคุณแม่แนะนำกันมากมายบนเวบแล้ว ที่คิดว่าอยากแนะนำเพิ่มคือนมผงแบบก้อน พี่สาวซื้อส่งมาให้จากญี่ปุ่น บอกว่าใช้แบบนี้จะสะดวกเวลาเดินทาง ซึ่งก็สะดวกจริงๆ มีสถานการณ์มากมายที่ทำให้การตักนมผงเพื่อชงนมขวดเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย เช่นคุณแม่ต้องชงนมในรถ พร้อมกับจับเจ้าตัวเล็กไปด้วย น่าจะต้องมีประมาณ 6 มือถึงจะเอาอยู่ แบบนี้ใช้นมแบบก้อนช่วยได้เยอะ

เราเดินทางกันแบบประหยัดด้วยแอร์เอเชียเหมือนเดิม พร้อมกับใช้บัตรเคตดิตของธนาคารกรุงเทพ ที่ออกร่วมกับแอร์เอเชียอัพเกรดที่นั่งให้เป็นแบบ Hot Seat และได้น้ำหนักสัมภาระฟรี 15 กิโลกรัมด้วย

นั่งเครื่องบินกันไปแบบชิลๆ เพราะบินกรุงเทพ เชียงใหม่ ใช้เวลาแค่ประมาณ 55 นาทีเท่านั้น รอบนี้สามารถกล่อมหนูน้อยวินชี่ให้หลับได้ตามตำราที่คุณแม่ชาวเนทแนะนำ พอเทคออฟปุ๊บ ฮีก็หลับปุ๋ยคาอกแม่ สบายไป

มาถึงเชียงใหม่ ก็รับรถที่ได้ติดต่อเช่าไว้ คราวนี้ไม่ได้วางแผนว่าจะเช่ารถแต่แรก เลยไม่ได้ไปซื้อคูปองล่วงหน้าที่งานท่องเที่ยว ต้องมาหาเจ้าแนะนำเอาตามพันทิป ได้ราคาไม่แพงเวอร์ และคนเค้าก็บอกว่าเจ้านี้ดี แต่ไม่โฆษณาละกันเนอะว่าเจ้าไหน

เลือกรถคราวนี้ ต้องเอาที่มี Car Seat ให้ด้วยเพราะหนูน้อยวินชี่ต้องใช้ ส่วนรถเข็นนั้นขนมาจากบ้าน กลัวใช้ของเค้าแล้วฮีไม่คุ้น ไม่ยอมนั่ง เดี๋ยวจะถึงคราวซวยของพ่อแม่

ที่พักครั้งนี้เลือก กอดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตเมือง เป็นที่พักที่คนรู้จักแนะนำมา ข้อดีคืออยู่ในซอยย่อยทำให้ตอนกลางคืนเงียบสงบ

ด้วยความที่ต้องมีเตียงให้หนูน้อยวินชี่นอน เราก็เลยต้องเลือกห้อง Double Bed ซึ่งเราขอไปตอนจองว่าช่วยจัดห้องชั้นล่างสุดให้ด้วย แต่โชคร้าย ห้อง Double Bed ที่อยู่ชั้นล่างดันโดนจองไปก่อนแล้ว ทำให้เราต้องไปพักอีกห้องที่อยู่ชั้น 3 แทน… เรื่องสยองคือ ที่นี่ไม่มีลิฟท์จ้า

น้อง Reception ผู้ชายใจดีเห็นเราของพะรุงพะรังเลยอาสาช่วยยกกระเป๋าเดินทางขึ้นไปที่ห้องให้ ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ _/_

Facility ของที่นี่ก็มีตามสมควร มีพื้นที่ส่วนกลางให้นั่งเล่น ห้องน้ำกว้างขวางดี ไม่มี Facility อะไรสำหรับเด็กเล็ก ในตู้เย็นมีน้ำอัดลมแถมให้อีก 2 กระป๋อง เพิ่มจากน้ำดื่ม 2 ขวดที่ได้ตามปรกติ

หลังจากเชคอินเข้าที่พัก และเก็บของเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกผจญภัยกันเสียที หนูน้อยวินชี่จะต้องไปท่องโลกกว้างเป็นครั้งแรกในชีวิตล่ะนะ

จากโรงแรมเดินไปจุดหมายแรก ร้าน “เฮือนเพ็ญ” ซึ่งอยู่ใกล้โรงแรมมาก เดินไปแค่ไม่กี่นาทีก็ถึง ตอนแรกเราตั้งใจจะไปกินข้าวซอยกัน แต่คนรับรายการอาหารบอกว่าขายข้าวซอยแค่ช่วงกลางวันจ้า มาตอนหกโมงเย็นไม่มีขายฮะ

รู้สึกผิดหวังนิดนึงนะ อ่านรีวิวร้านนี้มาหลายที่ ไม่เห็นมีใครบอกว่าข้าวซอยขายแค่ช่วงกลางวัน เสียจายยยยยย

ไม่เป็นไร มาถึงแล้วยังไงก็ต้องลุย เลยสั่งอย่างอื่นมาแทน

ร้านเฮือนเพ็ญเป็นร้านแบบไม่มีแอร์ มีโต๊ะเยอะอยู่ แต่ถ้ามากลางวันก็อาจจะเต็มได้ (ตามคนที่เค้ารีวิวบอกมา) ไปตอนเย็นก็เตรียมยากันยุงไปด้วยล่ะ เพราะยุงเพียบฮะ แถมมีแต่ยุงตัวเบ้งๆ เรียกว่ายุงกรุงเทพนี่ห่างชั้นกันเยอะ

พอมีรถเข็น มีหนูน้อยวินชี่ไปด้วย การเลือกที่นั่งก็ต้องมีข้อแม้มากขึ้นพอตัวเลยล่ะ หลังจากเลือกโต๊ะแลนดิ้งได้ ก็สั่งกับข้าวมาสามอย่าง คือ ข้าวผัดน้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว และลาบคั่ว

ที่รู้สึกว่าอร่อยคือข้าวผัดน้ำพริกหนุ่ม อาจจะเป็นเพราะไม่เคยกิน เมนูนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย กรุงเทพอาจจะไม่ค่อยมีขาย ไส้อั่วเฉยๆ เพราะไม่ได้ชอบกินอยู่แล้ว ส่วนลาบคั่วนั้นไม่อร่อยเลย เผ็ดอย่างเดียวไม่มีรสชาติอื่น ยิ่งคนกินเผ็ดได้น้อยอย่างเรา ยิ่งไม่ปลื้ม

จากเฮือนเพ็ญเราวางแผนว่าจะไปกินขนมกันต่อที่ร้าน Sakamotoya ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน แต่เดินไปถึงแล้วปรากฎว่าร้านปิด !!! งงเลยฮะ เพราะร้านบอกว่าเปิด จ — ส หยุดวันอาทิตย์แค่วันเดียว

ผิดหวังจากร้านขนมหวาน เราเลยตัดสินใจไปต่อกันที่ถนนคนเดิน โดยไม่หาร้านอื่นทดแทน วันนี้เป็นวันเสาร์ ก็ต้องไปที่ถนนวัวลาย ส่วนวันอาทิตย์ ถนนคนเดินจะมีอยู่ตรงถนนเส้นหลักในตัวเมืองแทนนะ (จำชื่อถนนไม่ได้ แต่เข้าจากประตูท่าแพเลย)

พอเข้าสู่ถนนคนเดิน นึกว่าอยู่เมืองจีน เพราะคนที่เดิน น่าจะเป็นคนจีนเกินครึ่งนึง จำได้ว่าไม่กี่ปีก่อน ยังไม่ใช่แบบนี้

เดินผ่านร้านขายน้ำผลไม้ปั่นแล้วรู้สึกไม่อยากกิน ดูผลไม้ที่เอามาใช้หน้าตาไม่ค่อยดี เหมือนเอาของเกรดไม่ค่อยดีมาใช้ แต่คนจีนนี่ต่อแถวกันเพียบเลยครับ

ของที่ขายอยู่ในถนนคนเดิน มีหลายเกรด บางเจ้าก็ทำของที่ดูแล้วงานไม่ประณีตเลย บางเจ้ากลับทำงานได้ดีน่าซื้อ ก็ต้องดูเอา

เจอคนจีนลองแหวนสีทองๆอยู่ นึกถึงมังกร Smaug จากเรื่อง The Hobbit ขึ้นมาในทันที

ของกินก็มีเยอะ แต่ดูแล้วขอผ่านดีกว่า

อะไรๆ ก็ต้องมี Free Wifi ให้ใช้ ไม่งั้นตก Trend Always Online ของโลกใบนี้

งานแกะสลักสบู่มีหลายเกรด เจ้านี้ดูทำสวยกว่าเจ้าอื่นๆ มีสีสันตัดกันน่าสนใจกว่าเยอะ

งานฝีมือก็มี หมวกสานนี่ดูน่าสนใจ ถ้าไม่คิดว่ามันจะเหี่ยวในอีกไม่นาน ส่วนการวาดรูปเหมือนนี่ก็แล้วแต่รสนิยม แต่ดูจากคนวาดที่กำลังลงมืออยู่ ก็น่าจะฝีมือดีใช้ได้

ของอีกอย่างที่น่าซื้อจากเชียงใหม่คืองานผ้าพันคอที่เป็นผ้าไหม ตอนนี้ก็มีอยู่หลายผืน ไม่สวยขนาดนี้ด้วย เห็นแล้วใจนึงก็อยากได้ อีกใจนึงก็ไม่อยากซื้อมาเพิ่ม เพราะได้ใช้แค่ตอนไปต่างประเทศ สุดท้ายกลับมาแล้วรู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจผิดที่ไม่ซื้อมา ถ้ากลับไปใหม่ต้องไปซื้อแน่นอน

ลูกไฟสีๆนี้เคยซื้อมาแล้ว ไม่ค่อยได้ใช้งานจริง คงเพราะที่บ้านไม่มีมุมที่จะมาจัดตกแต่งใช้ไฟสีๆ ใช้ชีวิตแบบดิจิตอลอยู่กรุงเทพทำให้ Aesthetic Sense มันฝ่อไปหมดจริงๆ

ปิดท้ายกันด้วยงานฝีมือที่ควักเงินซื้อโดยไม่ลังเล เป็นถุงผ้าทำลายไทยๆ แต่ใช้วัสดุเกรดดี เค้าขายถุงละ 79 บาท แต่ซื้อหลายชิ้นก็ลดได้นิดหน่อย

ถุงแนวเดียวกันนี้มีอีกร้านขายแค่ถุงละ 20 บาท งานคนละเกรดกัน วัสดุต่างกัน จริงๆก็ควักเงินซื้อเจ้า 20 บาทมาด้วยแหละ เอาไว้ใช้งานแบบเลอะไม่เสียดายได้ ส่วนอันแพงซื้อไปฝากคนสำคัญได้อยู่

กำลังเดินเอนจอยบรรยากาศถนนคนเดินสนุกๆอยู่พีคๆ ฝนดันตกจ้า … เลยต้องหลบฝนใต้กันสาดร้านแถวนั้น พอซาๆก็จำใจต้องเดินกลับที่พักทันใด เพราะเป็นห่วงหนูน้อยวินชี่ เดี๋ยวจะไม่สบายไปซะ ชีวิตคนมีลูก Priority ก็เปลี่ยนไปอ่ะนะ 🙂

พบกันใหม่ตอนหน้าคร้าบ

Advertisements

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s