EUROPE 2015 : RIJKSMUSEUM & VAN GOGH MUSEUM, AMSTERDAM, NETHERLANDS

วันนี้เราจะเน้นเที่ยวในตัวเมือง Amsterdam เป็นหลัก โดยที่เริ่มจาก Rijksmuseum เป็นที่แรก พิพิธภัณฑ์นี้เป็นที่ๆถือว่าเจ๋งสุดแล้วใน Amsterdam

Rijksmuseum  มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากกว่าปีละ 2 ล้านคน ผลงานที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 ขึ้นมา โดยผลงานที่สำคัญของที่นี่เป็นงานของ Rembrandt, Frans Hals และ Johannes Vermeer

P4181258

เราโชคดีมากกกก ที่ช่วงที่เราไปมีการจัดแสดง Special Exhibition “Late Rembrandt” ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานของแรมบลังด์ในช่วงท้ายๆ ซึ่งถือเป็นช่วงที่เทคนิคการวาดภาพของเค้าถึงจุดสูงสุด

Google Rembrandt

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2013 ที่ผ่านมา Google ก็ได้มีการเปลี่ยน Logo เพื่อให้ความเคารพกับแรมบลังด์ ในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 407 ของเค้า

ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจสุดๆที่ได้มีโอกาสชมผลงานชองแรมบลังด์ collection ใหญ่ขนาดนี้  จริงๆแล้วภาพที่นำมาจัดแสดงส่วนใหญ่ เป็นภาพที่ไม่ได้อยู่ใน Rijksmuseum แต่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลก

เพื่อจัด Exibition  Late Rembrandt  นี้ ทางพิพิธภัณฑ์ทำการขอยืมภาพจากเจ้าตัวจริงมาแสดงชั่วคราว และพอหมดงาน ก็จะต้องส่งคืนสถานที่ที่เป็นเจ้าของไป

การเตรียมตัวไปเที่ยวที่นี่ก็ไม่ยาก อย่างแรกคือขอแนะนำให้ซื้อตั๋วแบบ Online ให้เรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงคิวจำนวนมหาศาลบานตะไทที่หน้าทางเข้า  สำหรับตั๋วเข้าชมงาน Special Exhibition  จะมีราคาแพงกว่าปรกติ ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะราคาคนละ 25 ยูโร

นอกจากนั้นตัวพิพิธภัณฑ์เองมีการจัดทำ App Audio Guide ให้โหลดฟรีจากทั้ง Google Play และ App Store  ถึงแม้ว่าตัว App จะต้องมีเนทตลอดเวลาถึงจะใช้งานได้ แต่ตัว Rijksmueum ก็มี Free Wifi ให้ใช้เต็มพื้นที่ เพราะฉนั้นไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ถือ Smartphone ลง App ให้เรียบร้อย ไปพร้อมกับแบตเต็มๆกับหูฟังก็พอแล้ว คุณภาพของ Audio Guide ของที่นี้คือดีที่สุดในโลกแล้ว เต็ม 10 ให้ 10 เต็ม 100 ให้ 100 เลย เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกควรเอาเป็นแบบอย่าง

การเดินทางไปยัง Rijksmuseum ก็ไม่ยาก ให้ขึ้น Tram#2 หรือ #5 จากสถานี Amsterdam Central แล้วก็ตามคนส่วนใหญ่ไป เพราะเท่าที่เห็นกว่าครึ่งก็ลงที่ป้าย Rijksmuseum อยู่แล้ว

P4181267

พอผ่านด่านตรวจตั๋วแล้วก็ต้องเอากระเป๋าไปฝากไว้เสียก่อนโดยเค้าให้เอากล้องเข้าไปถ่ายรูปได้  แต่บอกตรงๆ ถึงแม้เราจะเป็นคนที่ชอบถ่ายรูป แต่พอเข้าไปดูงานพวกนี้ ตอนยืนอยู่ข้างหน้าภาพไม่ค่อยมีความอยากยกกล้องมาถ่ายเลย เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถ่ายออกมาได้

P4181263

แรมบลังด์มี Self Portrait พอสมควร เป็นภาพจากช่วงอายุต่างๆของเค้า  (รูปนี้ยืมมาจาก Mauritshuis, The Hague)

P4181270

อย่างรูปนี้ถ่ายเอง เป็นรูปชื่อ The Conspiracy of the Batavians under Claudius Civilis ที่แสดงการจัดตั้งกองกำลังลับ เพื่อทำการต่อต้านอำนาจปกครองรัฐในขณะนั้นๆ รูปนี้ขอยืมมาจาก Nationalmuseum, Stockholm

P4181294

รูป Masterpiece ที่เป็น Permanent Collection ของที่นี่คือ The Night Watch ซึ่งเป็นรูปวาดของกองกำลังรักษาความสงบที่จะออกเดินตรวจตราความเรียบร้อยของเมืองในขณะนั้น ตัวแรมบลังด์เองเป็นคนที่ชอบวาดภาพจากแรงบันดาลใจรอบๆตัว อย่างรูปนี้ก็เป็นการถ่ายทอด Snapshot หนึ่งๆ ที่เค้าไปเจอมาออกมาเป็นภาพวาด แต่สิงที่ทำให้แรมบลังด์ดังมากๆนั้น นอกจากฝีมือและเทคนิคการวาดที่สุดยอดแล้ว ยังเป็นเรื่องของมุมมองของภาพที่ไม่แข็งทื่อเหมือนรูปวาดของศิลปินคนอื่นๆ อย่างในภาพนี้ดูมีชีวิตชีวามากถ้าเปรียบเทียบกับภาพวาดในยุคเดียวกัน

P4181297

พวกพิพิธภัณฑ์งานศิลปะนี้ ในโอกาสปรกติจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่สำหรับงาน Late Rembrandt นี้เต็มไปด้วยคนดัชท์ ถามว่ารู้ได้ไง ก็ให้ดูที่คู่มือที่เค้าแจกมาด้วย มันจะแยกตามภาษา แต่ละภาษาจะมีสีต่างกัน และคนเกือบทั้งหมดถือคู่มือภาษาดัชท์จ้า คนถือภาษาอังกฤษหาแทบไม่เจอ สงสัยเพราะเป็นวันอาทิตย์

P4181260

รูป Man in Armour ยืมมาจาก Kelvingrove Art Gallery and Museum, Glasgow

รูประดับ Masterpiece อีกรูปคือรูป The Jewish Bride  อันนี้ที่คาดกันว่าเป็นรูปของพ่อที่กับลูกสาวที่กำลังจะแต่งงานออกเรือน ได้แสดงความรักและห่วงใยให้กันก่อนจะมีการส่งตัวให้เจ้าบ่าว หรืออีกแนวคิดนึงคือสองคนนี้เป็นคนรักกัน อะไรประมาณนี้ แต่คนก็มักจะยอมรับแนวคิดแรกมากกว่า

นอกจากนั้นก็มีรูป Lucretia ซึ่งฆ่าตัวตายเพราะถูกข่มขืนมา จึงทนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ รูปนี้ขอยืมมาจาก Minneapolis Institute of Arts

The Anatomy Lesson of Dr. Deijman   น่าเสียดายที่ถาพนี้ถูกไฟไหม้เสียหายไปเกือบหมด เหลือแค่เท่าที่เห็น งานของแรมบลังด์ยังมีอีกมาก ยกเอามาให้ดูได้ไม่หมด สนใจไปดูเพิ่มได้ที่ Wikipedia และ Google Art Project

รู้สึกโชคดีมาก ที่ได้มาชม Special Exhibition อันนี้…

P4181277

งานอีกชิ้นใน Rijksmuesum ที่ขาดไม่ได้ก็ต้องเป็นอันนี้ฮะ “The Milk Maid” ของ Johannes Vermeer ที่ช่างสวยสดงดงาม ตัว Vermeer นั้นเป็น  Perfectionist  ภาพของแกแต่ละภาพจึงละเอียดละออทุกรูขุมขน ทุกทิ่งทุกอย่างถ่ายทอดความจริงเหมือนตาเห็นไม่มีผิดเพี้ยน  ช่างเป็นบุญตาที่ได้เห็น

P4181298

ดูจำนวนคนที่รุม The Milk Maid เอาละกัน เข้าใจว่าไม่ถึงระดับ Mona Lisa แต่ก็ถือว่าเป็น Masterpiece ของที่นี่เลยล่ะ

สำหรับรูป Masterpiece ของ Vermeer จริงๆนั้นเป็นรูป Girl with a Pearl Earring ที่อยู่ที่ Mauritshuis ในกรุง Hague แต่ก็ไม่ได้ไปดูของจริง เพราะลองวางแผนคร่าวๆแล้ว คงต้องมีเวลาอีกหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อเดินทางไปกลับ เลยตัดใจไว้โอกาสหน้าละกัน

P4181302

ผ่านไปเกินครึ่งวัน ท้องร้องหนักมาก เราจึงออกมาหาของกินข้างนอก เพื่อเตรียมตัวมุ่งสู่สถานที่ถัดไปที่อยู่ใกล้ๆกัน นั่นคือ Van Gogh Museum อย่าลืมซื้อตั๋ว Online เหมือนเดิม จะได้ไม่ต้องต่อแถวให้เสียเวลา

ที่นี่ห้ามถ่ายรูป  แต่เค้าให้เอากล้องเข้าไปได้ เพราะมีมุมที่จัดให้ถ่ายรูปได้โดยเฉพาะ

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้จัก Vincent Willem van Gogh กันจากงาน The Starry Night ที่ขณะนี้เป็นสมบัติของ Museum of Modern Art  ที่กรุง New York

นอกจากนั้น บางคนอาจจะรู้จักแวนโก๊ะในฐานะที่เค้าเป็นศิลปินที่มีปัญหาทางจิตอย่างหนักที่ถึงกับตัดหูข้างขวาของตัวเอง หลังจากทะเลาะกับโกแกงเพื่อนสนิทที่สุดของเขาเพื่อแสดงความขอโทษ

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแวนโก๊ะนั้นใช้ชีวิตเป็นศิลปินวาดภาพเพียง 10 ปี  โดยเฉลี่ยแล้วว่ากันว่าเค้าวาดภาพได้ถึง 1 ภาพต่อ 1 วันเลยทีเดียว  และยิ่งกว่านั้นแวนโก๊ะเป็นศิลปินไส้แห้งสุดๆ ในขณะที่เค้ามีชีวิตอยู่ ผลงานของเค้าไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครให้มูลค่า และเค้าไม่มีเงินที่จะจ้างคนอื่นมาเป็นแบบให้เลย ทำให้รูปส่วนใหญ่ของเค้า เป็นรูป Self Portrait ตัวเอง และด้วยรูป Self Portrait นี้เอง เป็นสิ่งที่แวนโก๊ะใช้ฝึกฝีมือการวาดรูปและทดลองเทคนิคใหม่ๆอยู่ตลอด

P4181274

ในช่วงแรกที่แวนโก๊ะเริ่มวาดภาพใหม่ๆ แนวทางการวาดของเขายังเป็นแนวมืดๆ ชาวนาๆ ซึ่งสะท้อนความเป็นอยู่ที่ยากจนของเขาในขณะนั้น

ดูอย่างภาพ The Potato Eaters ซึ่งเค้าตั้งใจวาดอย่างมาก และตั้งใจจะใช้เป็นใบเบิกทางของเค้าเพื่อเข้าสู่วงการวาดรูป  เทคนิคการวาดแตกต่างจากภาพในช่วงหลังอย่างมาก ภาพนี้หลังจากวาดเสร็จ เค้าก็ส่งภาพไปให้น้องชายซึ่งเป็นคนขายผลงานศิลปะอยู่ในปารีสดู แต่ก็ได้รับการวิจารณ์อย่างหนัก ว่าภาพมันห่วยสิ้นดี

เค้าผิดหวังอย่างมาก และตัดสินใจที่จะเข้าเรียนคอร์สวาดรูปอย่างถูกต้องที่ Antwerp และหลังจากนั้นจึงย้ายไปอยู่ปารีสกับน้องชาย ช่วงนี้เอง เป็นจุดเปลี่ยนผันของชีวิต เพราะเค้าได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ และพัฒนาแนวทางการวาดภาพของเค้าจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันในภาพยุคหลังๆ

ผลงานสำคัญๆของเค้าก็เช่นสองภาพนี้ อันแรกคือ เก้าอี้ของโกแกง และอันต่อมาคือ เก้าอี้ของแวนโก๊ะ

P4181306

อันต่อมาที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็น The Sunflowers ซึ่งอยู่ที่ National Gallery กรุง  London (รูปนี้ถ่ายมาจากในพิพิธภัณฑ์ เป็นมุมที่เค้าจัดไว้ให้ถ่ายรูปแล้วก็เอาไปลง Social Media ของเราเอง เพื่อประชาสัมพันธ์ไปในตัว)

หลังจากแวนโก๊ะตัดหูตัวเองตอนที่ทะเลาะกับโกแกงและต้องพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลเกือบหนึ่งปี เค้าก็ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาทางจิต และยอมเข้าไปอยู่ที่สถานพักฟื้นใน Saint-Rémy ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้นอาการทางจิตของเค้าก็ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

วันที่ 27 กรกฎาคม 1890 แวนโก๊ะพยายามฆ่าตัวตายด้วยการยิงตัวเอง แต่ดันไม่ตายเพราะกระสุนไม่โดนอวัยวะสำคัญ ปัญหาที่หนักกว่าคือลูกปืนที่ยิงนั้นฝังอยู่ในร่างของเขาไม่ได้ทะลุออกมา และตอนนั้นไม่มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะทำการผ่าตัดนำออกมา ทำให้เกิดการอักเสบภายในซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงทีทำให้แวนโก๊ะเสียชีวิตในอีก 29 ชม. ถัดมา

หลังจากแวนโก๊ะตาย น้องชายซึ่งผู้ช่วยประคับประคองชีวิตของแวะโก๊ะเรื่อยมาก็ตั้งใจว่าจะโปรโมทงานของพี่ชายให้ประสบความสำเร็จให้ได้ แต่โชคชะตาเล่นตลก เพราะน้องชายดันมาตายในปีถัดมา สุดท้ายคนที่ทำให้ผลงานของเค้าเป็นที่รู้จักระดับโลกคือภรรยาของน้องชายนั่นเอง

แวนโก๊ะมีความฝันที่จะแสดงให้โลกเห็นถึงมุมมองของเค้าผ่านภาพวาดมาตลอดชีวิต ถึงแม้ในวันที่เค้าจบชีวิตลง ความปรารถนาของเค้าจะยังไม่เป็นผลสำเร็จ แต่ในปัจจุบัน เค้าได้กลายเป็นศิลปินคนสำคัญของยุค Post-Impressionist ไปเสียแล้ว และสิ่งที่เค้าทำเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกจำนวนมาก

Post นี้ค่อนข้างหนักไปทางศิลปะซะมาก ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ได้  ขอแสดงความยินดีด้วยที่น่าจะเป็นคนที่สนใจเรื่องพวกนี้เหมือนกัน 😉 ไม่งั้นคงปิดจอหนีไปแล้ว

หลังจากเราออกมาจาก van Gogh Museum ก็ค่อนข้างกรอบ เราจึงเดินทางกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน ก่อนจะลุยเที่ยวภาคกลางคืนต่อ

Advertisements

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s