EUROPE 2015 : JOURNEY TO FRANKFURT

การเดินทางในวันแรกค่อนข้างเยอะ เพราะเราบินสามรอบกว่าจะถึงปลายทาง เริ่มตั้งแต่ กรุงเทพ-สิงคโปร์, สิงคโปร์-อบูดาบี และ อบูดาบี-แฟรงเฟิร์ต แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร เพราะเป็นการบิน Short Haul และ Medium Haul  ซึ่งจะไม่ทรมาณร่างกายมากนัก

บินเที่ยวแรก เราเดินทางด้วยสายการบิน TIGER AIR จากสนามบินสุวรรณภูมิ ข้อดีของการเดินทางด้วยสายการบินนี้ คือเค้าให้น้ำหนักขึ้นเครื่องได้ 10 กิโล (เทียบกับสายการบิน Low Cost อื่นๆ จะให้แค่ 7 กิโล) และที่ดียิ่งขึ้นคือยังมีตั๋วราคาไม่แพงเหลือให้ซื้อ เนื่องจากเราต้องเดินทางวันที่ 12 เมษายน ทำให้ราคาตั๋ว กรุงเทพ-สิงคโปร์ ของสายการบินอื่น พุ่งไปที่เกือบ 5 พันบานต่อคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเพียงแค่อันนี้ ยังมีราคา 2 พันกลางๆให้จับจอง

2015-04-12 09.47.08 2015-04-12 09.57.13

ก่อนออกจากกรุงเทพ เราก็ซัด Burger King กันเต็มท้อง แล้วกะว่าจะไปกินชานมไข่มุกของ Gong Cha กันที่สนามบิน Changi ต่อ แต่พอไปถึง ก็พบว่าร้าน Gong Cha ถูกเปลี่ยนเป็น SubWay ไปซะแล้ว พอเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับคำตอบว่า ย้ายออกไปแล้วจ้า เสียดายอย่างยิ่ง T_T  สุดท้ายเลยต้องไปฝากท้องที่ McDonald’s อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2015-04-12 16.31.45

อันนี้น่าจะต้องยกประโยชน์ให้กับสายการบิน Etihad  ที่มี Counter Early Checkin สำหรับคนมาถึงสนามบินไวกว่าปรกติ ทำให้สามารถเชคอินได้ ไม่ต้องรอเคาเตอร์ปรกติตามเวลาปรกติ ทำให้เราได้เชคอิน 5 ชั่วโมงก่อนเวลาบิน ไม่เคยเห็นของแบบนี้ที่เมืองไทย ไม่แน่ใจว่าเพราะไม่เคยไปก่อนเวลา หรือมันไม่มีบริการแบบนี้กันแน่

2015-04-12 16.42.45

เชคอินเสร็จเรียบร้อย ได้ Boarding Pass ทั้งเที่ยว สิงคโปร์-อบูดาบี กับ อบูดาบี-แฟรงเฟิร์ต มาในทีเดียว

2015-04-12 18.12.47

สนามบินชางยีก็ยังเป็นสนามบินที่ดีกว่าสุวรรณภูมิหลายขุม ดูอย่าง Rest Area ที่มีให้นักเดินทางผ่อนคลายเวลารอเครื่องบินเป็นต้น ที่ชางยีมีเก้าอี้นอนให้สามารถนอนได้จริงจัง มี Wifi ให้เล่นทั่วบริเวณ และยังมีปลั๊กไฟให้เสียบใช้งานอย่างทั่วถึงมากๆ

2015-04-12 19.53.00

เครื่องของ Etihad เที่ยวนี้ที่นั่งเป็นแบบ 3-4-3 โดยที่ท้ายๆลำ พิ้นที่แคบลงทำให้เหลือ 2-4-2   เราได้นั่งตรงที่เป็น 2 ที่ก็เลยสบายหน่อย ไม่ต้องเบียดกับมนุษย์คนอื่น  ที่นั่งมีจอส่วนตัวให้ใช้งาน พร้อมปลั๊กไฟ ถือว่าโอเคมาก ไม่งั้นเล่นเกมบนมือถือแบตหมดเกลี้ยงแน่นอน ส่วนอาหารที่จัดให้บนเครื่องจะเป็นแบบฮาลาลทั้งหมด (ก็แน่ล่ะ สายการบินแขก)  ทุกเที่ยวจะประกอบไปด้วยตัวเลือกสามอย่าง 1 อาหารธรรมดา ทำจากไก่, 2 อาหารแขก ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อ และ 3 อาหารมังสวิรัติ (Vegetarian)

การต่อเครื่องที่อบูดาบีไม่ยากเย็น เพราะทางเดินมีอยู่นิดเดียว เสียแค่คนเยอะมากๆ ย้ำว่ามากจริงๆ  เทียบกับคราวก่อนไปต่อเครื่องที่โคลอมโบ นี่สบายกว่าเยอะ

พอมาถึงแฟรงเฟิร์ต พบว่า ตม. คนเยอะมากๆ มีแถวรออยู่หน้าเราประมาณ 300 คน ขดเป็นงูสปริงเลย ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงกว่าจะออกมาได้ และพบว่าเที่ยวบินของเรา ซึ่งลงประมาณ 7 โมงเช้า เป็นเที่ยวบินสุดท้ายที่มีกำหนดการใช้ ตม. ส่วนนี้  เพราะหลังจากเรามาถึง ก็ไม่มีมนุษย์หน้าไหนมาต่อหลังเราอีกเลย

พอออกมาจาก ตม. เจอก็แต่ความว่างเปล่า และพนักงานทำความสะอาดหน้าตาเบื่อหน่าย เพราะอยากจะเข้าไปทำความสะอาดห้องน้ำตอนที่เราเข้าไปทำธุระ แปรงฟัน ล้างหน้าล้างตา ซ้ำร้าย ห้องน้ำหญิงนี่แย่กว่า เพราะพี่แกเล่นเปิดห้องน้ำเอาดื้อๆ  ได้ยินคนไทยกลุ่มที่ออกมาทีหลังบ่นกันอุป เพราะเข้าห้องน้ำไม่ได้  พอทำธุระเสร็จเดินออกจากส่วน Arrival ได้แบบฉลุยๆ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่เหลือแล้ว

เครื่องของ Etihad ลงที่ Terminal 2 โดยเราต้องขึ้นรถบัสจาก Terminal 2 ไปยัง Terminal 1 เพื่อไปต่อรถไฟไปยังจุดหมายแรก นั่นคือเมือง Heidelberg

จุดจอดรถบัสหาง่ายมาก อยู่หน้าทางออก Terminal 2 เลย มีป้ายบอกชัดเจน (จากรูปมองเห็นนิดหน่อย)

เนื่องจากเราค่อนข้างออกมาสายกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้ต้องรีบขึ้นรถ รีบทุกอย่าง แทนที่จะได้เดินชิลๆ ชื่นชมกับสิ่งรอบข้าง

พอไปถึง Terminal 1 เราก็ออกตามหาร้านขายซิมการ์ดเป็นอันดับแรก เจอแค่ร้าน O2 ซื่งขายซิมที่ราคามหาโหด 40 ยูโร เราจึงไม่ได้ซื้อ และตัดสินใจตรงไปรอรถไฟเลยดีกว่า  แต่ถึงแม้จะไปรอก่อน เราตกรถไฟกันตั้งแต่ขบวนแรกแบบงงๆ…

แผนของเราคือเราจองรถไฟ ICE (Inter City Express) เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นรถไฟรอบ 9.20AM ที่วิ่งจาก Frankfurt Airport ผ่านไปที่ Mannheim HBF ซึ่งเราก็จะไปต่อรถไฟ Regional ไปที่ Heidelberg จากตรงนั้น พอเวลาประมาณ 9.10 ก็มีรถไฟคันก่อนหน้ามาจอดที่ Platform ที่เรารออยู่ แต่ไอ้รถไฟเจ้ากรรมมันจอดแล้วไม่ออกไปจากสถานี ค้างอยู่แบบนั้น !!! แล้วพนักงานรถไฟก็ออกมาจับกลุ่มคุยกันหน้าตาเฉยเมย  เวลาผ่านไปจน 9.20 เราก็เริ่มรู้สึกถึงความซวยแล้ว… ระหว่างนั้นก็มีเสียงตามสายประกาศอะไรสักอย่าง เสียงอู้อี้จนฟังไม่ออก

จากนั้นเราจึงไปถามเจ๊พนักงานคนนึง ว่าไอ้รถไฟที่เรารออยู่มันจะมาไหม ชีบอกว่า มาๆ รอตรงนี้แหละ  ระหว่างนั้นก็มีผู้ชายอีกคนรอขึ้นรถเที่ยวเดียวกัน ก็หันมาคุยกันว่า เฮ้ย ประเทศนี้มันมีรถไฟเลทด้วย แต่ทำไมพนักงานมันเฉยเมยจังฟระ ?! เราเห็นว่าน่าจะรอดแล้ว จึงพากันกลับมานั่งรถที่เดิม  สักพักตาผู้ชายคนที่ต้องไปกับเรา มันก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนหายไป ….. เอาแล้ว เกิดอะไรสักอย่างขึ้นแน่ๆ … เราจึงรีบวิ่งไปถามพนักงานอีกคน ..  เป็นผู้ชาย  มันก็บอกว่า ไปอีก Platform เลยจ้า วินาทีนั้น Panic มาก เพราะไอ้รถไฟคันที่ว่า มันวิ่งมาจอดสักพักแล้ว เราเลยรีบวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อข้ามไป หวังว่าจะทัน ขณะที่เราเหลืออีกประมาณ 5 วินาที จะลงไปถึง Platform ใหม่ รถไฟคันนั้นมันก็ปิดประตู แล้ววิ่งจากเราไป ต่อหน้าต่อตา…

สรุปว่าตกรถไฟ …  ตั๋วที่ซื้อมา เป็นแบบ Point-to-Point แปลว่าถ้าตกรถไฟ ก็โยนทิ้งได้เลย สุดท้ายเลยต้องไปซื้อตั๋วรถไฟใหม่ โดนไป 30 ยูโร แล้วราคานี้ก็ได้แค่รถไฟที่เป็นแบบ IC  (ซึ่งช้ากว่าที่จองมาทีแรก)  ทำให้ไปถึง Heidelgerg ช้ากว่ากำหนดไปชั่วโมงครึ่ง T_T  จังหวะนั้นรู้สึกเซ็งสุดๆ

เสียดายที่ไม่มีเนทใช้ ไม่งั้นเราคงไม่พลาดรถไฟ เพราะตัว APP ของ DBBahn มันจะมีบอกหมดว่า รถไฟเข้า Platform ไหน  กี่โมง อะไรยังไงบ้าง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เกิดขึ้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ถ้าจำไม่ผิด เหมือนขบวนนี้แหละที่เป็นรถไฟเจ้าปัญหา ส่วนที่รถไฟมันจอดค้างอยู่นั้น เป็นเพราะมีลุงคนนึงเป็นลมหรืออะไรไม่รู้ แต่ตอนที่เราไปซื้อตั๋วชุดใหม่อยู่นั้น แกโดนหามใส่เปลพยาบาลผ่านไป…

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แทนที่จะได้นั่งรถไฟ ICE สุดหรู เรากลับต้องมานั่งรถ IC แบบนี้ ถามว่าแย่มากไหม ก็ไม่มาก แต่เสียความรู้สึก

ระหว่างนี้เราก็พยายามนั่งหลับ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเที่ยว เมื่อรถไฟไปถึงจุดหมายปลายทาง

Advertisements

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s