EUROPe in REWiND #9 – Vienna

จุดหมายแรกของเราคือ สถานี Stephansplatz
ซึ่งเป็นที่ตั้งของ St. Stephen’s Cathedral (Stephansdom)
นั่งรถใต้ดิน (U-Bahn)  สาย U3
รถไฟใต้ดินของเวียนนา เหมือนระบบทั่วๆไปของยุโรป เค้าไม่มี Gate เหมือนระบบ BTS, BMCL
ส่วนรับตั๋วโดยสาร จะเป็นแค่เครื่องตอกบัตร ว่าเริ่มใช้งานเวลาไหน ก่อนเข้าไปเราก็เอาตั๋วไปปั๊มก่อน
ที่เค้าทำแบบนี้ได้  ก็เพราะเค้าใช้ระบบความซื่อสัตย์ และมีระบบ Penalty ที่หนักหน่วงเข้าจัดการ
ถ้ามีเจ้าหน้าที่มาขอตรวจตั๋ว และคุณไม่มี จะโดนโทษปรับหนักมาก
นอกจากนั้น ภายใจสถานียังไม่มียามอยู่เลย แต่ใช้ระบบกล้องสอดแนมแทน
ต่างกับ BTS ที่มียามคอยเป่านกหวีดตลอดเวลา
โผล่ขึ้นมาที่สถานี Stephansplatz ก็เจอโบสถ์ St. Stephen ยิ้มให้ทันที
ครั้งนี้โชคดี ที่การซ่อมแซมด้านหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้เรามีรูปถ่ายสวยๆเช่นนี้
เมื่อครั้งที่แล้วด้านหน้ายังปิดซ่อมบางส่วน หมดราศีไปเยอะเลย
 โบสถ์ St. Stephen เป็นโบสถ์ที่มีความสำคัญของศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิก ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี คศ 1147
รูปนี้เป็นมุมข้าง เทียบเทียบกับรูปตอนที่ยังซ่อมอยู่

รูปนี้ถ่ายตอนมาครั้งที่แล้ว จะเห็นว่าตรงกลางกับด้านขวาทั้งแถบเป็นรูปจำลองหมดเลย

 

อีกด้านของโบสถ์ ยังซ่อมอยู่ ไม่รู้ว่ากว่าจะทำเสร็จทั้งหมดนี่อีกกี่ปี
รูปนี้ซูมให้เห็น 2 Tone  ชัดๆ เทียบกันระหว่างส่วนที่ซ่อมแล้ว กับส่วนที่ยังไม่ได้ทำ
หลังคาของโบสถ์เป็น Mosaic มองแล้วตาลาย
ข้างในโบสถ์เข้าฟรี แต่จะมีรั้วกั้น ถ้าอยากเข้าไปมากกว่านี้ จะต้องจ่ายเงิน
เห็นโปสเตอร์ที่ขายอยู่มีรูปแบบนี้ เลยไปถ่ายมาบ้าง
เดินมาจาก St.Stephen แค่ไม่กี่สิบเก้า จะเจอกับ Plague Column (Pestsäule)
ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่แสดงชัยชนะเหนือโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เวียนนาในปี 1679
สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Great Plague of Vienna
ส่วนยอดของ Pestsäule ประดับด้วย Holy Trinity
ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าพระเจ้าประกอบสามส่วนคือ Father, Son และ Holy Spirit

เวียนนาเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อมากเรื่องศิลปะ ไม่ว่าเดินไปทางไหน ก็เจอแต่งานศิลป์
รูปปั้นอันนี้น่าสงสาร ไม่ได้มีแผงกั้นไว้เหมือนกับอันอื่นๆ ทำให้มีนกมาเกาะ และขี้ใส่เละเทะไปหมด
ถัดจาก  Pestsäule มาอีกสิบเก้า เราจะเห็น St. Peter’s Church
ตอนแรกมีการทำพิธีทางศาสนาอยู่ เราจึงไปเดินเล่นที่อื่นก่อน แล้วค่อยย้อนมาใหม่
ภายในโบสถ์เป็นศิลปะแบบ Baroque
การตกแต่งเป็นไปอย่างสวยงาม
ส่วน Altar
เดินไปเดินมาชักเริ่มหิว เลยแวะกินข้าวที่ร้าน Chattanooga ซึ่งขายทั้งเครื่องดื่มและอาหาร
ร้านตั้งอยู่ด้านหลัง Pestsäule เยื้องไปทางโบสถ์ St. Stephen

อาหารที่เราตั้งใจมาทานคือ American Pork Ribs  ก็อร่อยดี

กินอิ่มเสร็จแล้วก็เดินดูของสวยๆงามๆต่อ
อันนี้คือ Ankeruhr Clock อยู่แถวๆ Hoher Markt ซึ่งก็เดินมาแว๊บเดียว

ถัดจาก Ankeruhr Clock ก็เป็น Wedding Fountain (Vermählungsbrunnen)
สวยทุกอย่าง สมกับเป็นเมืองแห่งศิลปะจริงๆ

ไปทางไหนก็มีแต่สิ่งสวยงาม ให้มองเป็นอาหารตา อาหารใจ

บริเวณรอบๆ St. Stephen ถูกรายล้อมด้วยร้านค้า Brand Name จำนวนมาก
แม้กระนั้นก็ยังมีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปตลอด

 

ร้านนี้ขายของที่ระลึกที่เกี่ยวกับ Gustav Klimt ซึ่งเป็นศิลปินชื่อดัง
เรามีแผนจะไปดูผลงานชิ้นเอกของเค้าในวันมะรืน
จริงๆอยากซื้ออะไรกลับบ้านสักชิ้น แต่ก็ไม่มีอะไรถูกใจ

มีคนมาเล่นมายากลลอยตัวอีกแล้ว

บริเวณหน้า St. Stephen จะมีคนมาเดินขายตั๋วคอนเสิร์ตกันมากมาย
ไหนๆมาแล้วก็เลยลองฟังสักหน่อย สักครั้งในชีวิต

ระบบ Acoustic ในโบสถ์ดีมากอย่างเหลือเชื่อ เสียงของเครื่องดนตรีที่เล่นออกมาไม่มีสะท้อนเลย
เหมาะกับการเล่นคอนเสิร์ตยิ่งกว่า Hall แสดงคอนเสิร์ตในบ้านเราซะอีก
พอฟังจบเราเลยมีโอกาสถ่ายรูปข้างใน ประมาณสองสามนาที

ด้วยความรีบก็เลยถ่ายอะไรไม่ได้มาก เค้าเริ่มปิดไฟไล่คนแล้ว

และแล้วเราก็จากลา City Center สู่ที่ซุกหัวนอน

การเดินทางด้วยรถไฟไม่ว่าจะเป็นรถใต้ดินหรือรถราง (Tram) ในเวียนนา ถ้าใช้งานหลายรอบ
ก็แนะนำให้ซื้อตั๋วแบบ 24,48 หรือ 72 ชั่วโมง จะประหยัดค่าเดินทางไปได้มาก
เนื่องจากเราจะอยู่เวียนนา 3 วัน ก็เลยซื้อตั๋วแบบ 72 ชั่วโมง ราคาคนละ 15.4 Euro
ก่อนเริ่มใช้งานครั้งแรกก็เสียบบัตรเข้ากับเครื่องปั๊มตั๋วหนึ่งครั้ง
จากนั้นก็แค่ถือบัตรติดตัวไว้ตลอด 3 วัน
ตอนแรกซื้อตั๋ว แล้วมันพิมพ์ออกมาให้ ตกในนึกว่าไปกดซื้อตั๋วนักเรียน
เพราะมันเขียนว่า Stunden ซึ่งจริงๆแล้วแปลว่า Hour 
 
 
จุดหมายแรกของวันก็คือ Hofburg Palace 
ซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้ปกครอง Austro-Hungarian Empire (ก็คือประเทศออสเตรีย และฮังการี)
โดยมีราชวงศ์ที่สำคัญคือ ราชวงศ์ Habsburg
  

 

เมื่อมาถึง เราก็เข้าไปซื้อตั๋ว Sisi Ticket ซึ่งเป็นตั๋วแบบ Combo สามารถเข้าชม
Hofburg Palace ซึ่งประกอบไปด้วย Imperial Apartments, Sisi Museum, Imperial Silver Collection with audio guide
 Schloß Schönbrunn แบบ Grand Tour
และ Imperial Furniture Collection
 
ตั๋วมีอายุ 1 ปีนับจากวันที่ซื้อ และใช้เข้าแต่ละสถานที่ได้อย่างละ 1 ครั้ง
เพราะฉนั้นไม่ต้องกลัวจะดูไม่ทัน
ราคาตั๋วแพงหน่อย แต่เทียบกับสิ่งที่ได้ดู ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ
 
 
ประตูทางเข้าแต่งซะสวยเลย
 
 
เริ่มแรกเค้าจะให้เราดู Imperial Silver Collection ก่อนโดยจะเป็นของใช้ในราชสำนัก
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหลากหลายมาก แต่ละชุดอาจจะประกอบไปด้วยสิ่งของเป็นพันๆชิ้น 
เช่นชุดกินข้าว สำหรับจัดเลี้ยงแขก แค่ช้อนส้อม ก็อาจจะเป็นหลายร้อยคู่แล้ว
ยังไม่รวมจาน ชาม และอื่นๆ
 
สิ่งที่เหลือมาให้ดูนี่เป็นแค่ส่วนที่เหลือรอด เพราะมีอีกหลายชุด
ที่โดนนำไปหลอมเพื่อทำอาวุธและเหรียญ ในช่วงสงครามโลก
 
 
ชุดงานแต่ละอัน เป็นงานสั่งทำจากช่างฝีมือดี ทั้งจากในและต่างประเทศ
 
 
อันนี้เป็นการจำลอง Coat of Arms ของ Emperor Franz Joseph I of Austria
 
 
ถัดจาก Imperial Silver Collection ก็ต่อด้วย Sisi Museum
ที่เป็นการเล่าถึงชีวิตอันน่าเศร้าของ Empress Elisabeth of Austria  หรือที่เรียกกันว่า Sisi
ซึ่งเป็นภรรยาของ Emperor Joseph
 
Sisi ได้รับการจัดให้เป็นผู้หญิงที่สวยมาก ลำดับต้นๆของประวัติศาสตร์ออสเตรียเลย
เพราะเธอดูแลตัวเองอย่าเคร่งครัด เธอสูงถึง 172 แต่น้ำหนักแค่ 50 กิโลกรัม
และถึงแม้จะมีลูกถึง 4 คน แต่เอวของ Sisi ก็แค่ 18.5-19.5 นิ้วเท่านั้น โดยวัดจากชุดที่เธอใส่
Sisi เสียชีวิตเมื่ออายุได้เพียง 60 ปี ที่เมืองเจนีวา สวิตเซอแลนด์
โดยถูกลอบสังหารจากพวก Anarchist (กลุ่มคนที่ต่อต้านการแบ่งชนชั้น)
ภายใน Sisi Museum ห้ามถ่ายรูป จึงไม่มีอะไรมาให้ดู
หลังจากนั้นเราก็เข้าไปดู Imperial Apartments ต่อ
ซึ่งก็ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปเช่นกัน กว่าจะดูเสร็จทั้งสามส่วน ก็ปาเข้าไปบ่ายโมงแล้ว
 
 
เราไปหาของกินกันที่ร้าน Vapiano ที่เคยไปกินมาแล้วที่มิวนิค
ร้านนี้เป็นแบบบริการตนเอง โดยเมื่อเข้าไป เค้าจะแจกบัตรให้คนละใบ
จากนั้นก็หยิบเมนูแผ่นพับ และไปต่อแถวสั่งอาหาร
โดยจะแบ่งเป็นแถว พาสต้า, สลัด และ พิซซ่า
พาสต้าจะมีหลายแถว ส่วนสลัดและพิซซ่าจะมีอย่างละแถว
พอเราสั่งพาสต้าแล้ว เค้าจะทำให้เราทันที เราสามารถบอกได้ว่าจะเอาอะไรบ้า
มากน้อยขนาดไหน สำหรับเราก็บอกได้เลยว่า ขอใส่พริกเยอะๆ 
 ถ้าเป็นแถวสลัดก็เหมือนกัน
 
ส่วนถ้าเป็นสั่งพิซซ่า เราจะทำได้แค่เลือกว่าจะเอาพิซซ่าแบบไหน
จากนั้นเค้าจะให้เครื่องนี้มา เมื่อพิซซ่าเราพร้อม เครื่องนี้จะมีไฟกระพริบและสั่นอย่างแรง
เราก็แค่ถือมันไปที่แถวรับพิซซ่า และยื่นให้เค้า จากนั้นเค้าจะบอกว่าของเราถาดไหน
เราก็หยิบพิซซ่ากลับมากิน
ลืมบอกไปว่าพอเราสั่งอาหาร เราจะสามารถสั่งน้ำไปได้เลย เค้าก็จะหยิบให้
หลังจากสั่งเสร็จ เค้าก็จะกดราคาอาหาร แล้วบอกให้เราแปะการ์ดที่ได้ตรงเครื่องอ่าน
เพื่อบันทึกรายการอาหารและราคา
 
 
ที่นั่งจะมีค่อนข้างเยอะ เลือกนั่งได้ตามสบาย
 
 
ตรงที่นั่งแต่ละโต๊ะ จะมีเครื่องปรุง และต้นไม้สองต้น อันนี้เป็น Basil 
เราสามารถเด็ดใบออกมากินได้เลย 
 
 
พิซซ่าของเรามาแล้ว เบคอนมันเยอะไปหน่อย เลยกินไม่ค่อยเปรม
 
หลังจากทานอาหารเสร็จ ก็เดินออกไป แล้วยื่นบัตรให้แคชเชียร์ 
เค้าจะเอาไปแปะแล้วบอกว่าค่าอาหารเราเท่าไหร่
เราก็จ่ายเงิน แล้วอย่าลืมหยิบ Jelly Bear ฟรีตรงที่จ่ายเงินติดมือมากินด้วยล่ะ อร่อยดี
 
ช่วงบ่ายวันนี้มีโปรแกรมไปลุยต่อกันอีกหลายที่
เริ่มจาก Kunsthistorisches Museum  (Museum of Art History)
ตัว Museum นั้นอยู่ใกล้กับ Hofburg มาก  เดินชิลๆสักสิบห้านาทีก็ถึง
ถ้ามาจากที่อื่น ขึ้น U Bahn สาย U2 มาที่สถานี MuseumsQuartier
หรือ U3 มาที่สถานี Volkstheater ก็ได้เหมือนกัน
 ด้านหน้าของ Kunsthistorisches Museum คือ Maria-Theresien-Platz
ซึ่งมีอนุสาวรีย์ของ Maria Theresa of Austria
Maria มีลูกมากถึง 16 คนเพื่อส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับชาติรอบๆ
คนที่ดูจะโดดเด่นที่สุดก็คือ Marie Antoinette  ซึ่งไปเป็นภรรยาของ Louis XVI และถูกตัดหัวด้วยกิโยติน
ตรงข้ามกับ Kunsthistorisches Museum จะเป็น  Museum of Natural History of Vienna
(Naturhistorisches Museum Wien)
Museum ทั้งสองอันนี้หน้าตาเหมือนกันยังกับฝาแฝด ก็อย่าเข้าผิดด้านละกัน
เนื่องจากเรามีเวลาน้อย จึงไม่ได้เข้าชมเรื่องธรรมชาติ
ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจอยู่แล้วด้วย งานนี้เรามาเที่ยวชมศิลปะเป็นสำคัญ
ตู้ขายตั๋วสีทองสวยงาม ไม่รู้ทำไมถึงทำแบบนี้
ตั๋วพร้อม ก็ลุยกันเลย รูปในตั๋วสองใบคือ
Tower of Babel และ Sogenannte Saliera
ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่จัดแสดงที่นี่
ที่นี้ห้ามเอากระเป๋าสะพายเข้าไป ต้องฝากไว้ที่ Locker ชั้นใต้ดินก่อน
จะปิด Locker ต้องใช้เหรียญ 1 หรือ 2 ยูโร
จำที่บอกไว้ในบท Trip and Trick ได้ใช่ไหม นี่แหละเวลาจำเป็น
Museum มีการจัดแสดงงานหลาย collection ประกอบไปด้วย
Egyptian and Near Eastern Collection
Collection of Greek and Roman Antiquities
Kunstkammer Wien
Picture Gallery
จะดูให้เสร็จแบบเข้าถึง คงต้องใช้เวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

เนื่องจากเรามีเวลาแค่ 4 ชั่วโมง เลยต้องเดินเร็วๆนิดนึง

เราเริ่มดูจากส่วนที่จัดแสดง Egyptian Collection ก่อน
มีของเกี่ยวกับฟาโรห์และความเชื่อเก่าแก่มากมาย

แผ่นหินตกแต่งเป็นรูปสิงโต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานแนะนำใบโบรชัวร์
งานแสดงหลายๆส่วนไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป
ทั้งส่วนที่เป็นของกรีกและโรมัน รวมถึงส่วนของรูปวาดด้วย
แต่โชคดีที่ส่วนที่เป็นงาน Goldsmith ให้ถ่ายรูปได้
มีผลงานสวยๆมากมาย ดูกันไม่ไหว
ยิ่งถ้าฟัง Audio Guide ไปด้วยยิ่งกินเวลานานมากๆ
นึกไม่ออกว่าคนสมัยก่อน ทำผลงานแบบนี้กันได้ยังไง ใช้เวลาเท่าไหร่
Sogenannte Saliera เป็นผลงานเอกชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงที่นี้
งานชิ้นนี้สร้างขึ้นโดยศิลปินชาวอิตาเลียน สั่งทำโดย Francis I of France ในช่วงปี 1539
และถูกให้เป็นของขวัญแก่ราชวงศ์ Habsburgs  ในเวลาต่อมา

ปัจจุบันของชิ้นนี้ทำประกันไว้ที่ราคา 68.3 ล้านเหรียญ (ประมาณเกือบ 2,100 ล้านบาท)

รูปปั้น Theseus Fighting the Centaur เป็นผลงานของศิลปินชาวอิตาเลียน
ถูกสั่งทำโดยนโปเลียน และถูก Emperor Franz Joseph ซื้อต่อมาอีกที
ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงบันไดทางขึ้น

รูปนี้ถ่ายยากมาก เพราะปรกติตรงนี้จะมีคนเดินผ่านและหยุดถ่ายรูปตลอดเวลา
ต้องรอถ่ายตอนใกล้เวลาปิด และคนออกไปเกือบหมดแล้ว
เมื่อ Museum ปิดเสียแล้ว ก็ต้องจำใจโบกมือลา
เสียดายเวลาสี่ชั่วโมงที่เตรียมไว้  ไม่เพียงพอที่จะชื่นชมสิ่งดีๆได้ครบถ้วน
แต่นี่ไม่ใช่โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ เรายังมีโปรแกรมไปเดินดูของสวยๆงามๆต่อ
โดยการทำ City Walk ที่ปรับแผนมาจากเวบ Vienna.cc
เริ่มต้นโดยการขึ้นรถไฟสาย U4 มาที่สถานี Stadtpark
ข้างในสวนจะมีรูปปั้นของ Johann Strauss กวีเอกอีกคนหนึ่ง
ผลงานชิ้นเอกของเค้าก็เช่น The Blue Danube Waltz
ซึ่งเชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินผ่านหูมาแล้วแน่นอน
เดินออกจาก Stadtpark ไปเรื่อยเปื่อยตามถนน Lothringerstraße
มีรูปปั้นของ Ludwig van Beethoven เจ้าของผลงาน Symphony หมายเลข 5 อันโด่งดัง
และยังมี Moonlight Sonata อีกด้วย ฟังแล้วขนลุก 🙂
ต่อมาก็ผ่านน้ำพุ Hochstrahlbrunnen และ Soviet War Memorial ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง
ตัว Memorial นี้สร้างขึ้นในปี 1945 เพื่อรำลึกถึงทหารของสหภาพโซเวียตจำนวน 17,000 คนที่เสียชีวิต
ในการทำสงคราม Battle of Vienna ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง
สหภาพโซเวียตชนะสงคราม และสามารถยึดครองออสเตรียได้โดยสมบูรณ์

แม้ว่าออสเตรียจะกลับมาปกครองตนเองได้ใหม่ ในปี 1955
แต่ก็มิได้ทำลายสิ่งนี้ทิ้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับคนส่วนหนึ่ง

อีกจุดที่น่าสนใจคือ St Charles’s Church (Karlskirche)
ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นโบสถ์สไตล์บาโร้คที่สวยที่สุดในเวียนนา
 วิวยอดฮิตคือการยืนมองจากหน้าสระน้ำ เห็นเงาสะท้อนของโบสถ์แบบนี้
ตามแบบโปสเตอร์ (ไม่เป๊ะ เพราะเค้าถ่ายกว้าง และไม่มีคน)
มาปิดท้ายที่สถานี Karlsplatz ที่มีทางเข้าออกแบบโดย Otto Wagner
ทางเข้าหน้าตาแบบนี้มีอยู่ 2 อันติดๆกัน อันนึงใช้เป็นร้านกาแฟ
อีกอันใช้เป็พื้นที่จัดแสดงของ Vienna Museum

ระหว่างทางเดินกลับเจอโปสเตอร์มีหน้าของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร
คงเป็นกลุ่มที่ต้องการต่อต้านโครงการ Prism ของ US เอามาประกาศนัดชุมนุมแหงๆ

เผลอแว๊บเดี๋ยว ผ่านไป 11 วันแล้ว
และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของการเที่ยวในเวียนนาอีกด้วย
เวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปรวดเร็ว

วันๆนึงไปเที่ยวได้แค่ 2-3 ที่เท่านั้นเอง อยากมีเวลามากกว่านี้ >.<
วันนี้เราเริ่มต้นที่ Schönbrunn Palace (Schloss Schönbrunn)
โดยการขึ้นรถสาย U6 ตรงไปที่สถานี Schönbrunn เลย

นั่งรถไฟแว๊บเดียวก็มาถึง

แม้เราจะมาแต่เช้า แต่นักท่องเที่ยวส่วนนึงก็มาถึงพร้อมเราเหมือนกัน
วันนี้เราจะใช้ใบบุญจาก Sisi Ticket ที่ซื้อมาเมื่อวันก่อน เข้าชม Grand Tour

พระราชวัง Schönbrunn เป็น Summer Residence ของราชวงศ์ Habsburgs
สร้างตามศิลปะแบบ Rococo โดยมีจำนวนห้องถึง 1441 ห้อง
วันนี้ท้องฟ้าเป็นใจ ไม่มีเมฆให้เห็นเลย

มี Fast Lane ให้สำหรับคนใช้ Sisi Ticket
แต่ตอนที่เราไปยังคนไม่เยอะ เลยไม่เห็นความแตกต่าง

ภายในพระราชวัง ห้ามถ่ายรูป แต่ก็ไม่พ้นมีพวกฝรั่งถ่อย คอยแอบหยิบกล้องถ่ายอยู่ตลอด
พวกนี้มันรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าเค้าห้าม พอเจ้าหน้าที่เดินมา มันก็รีบเก็บกล้อง ทำหน้าเนียนทันที

เจ้าหน้าที่อนุญาติให้ถ่ายรูปออกทางหน้าต่างได้ เราจึงมีมุมสวยๆเช่นนี้มาฝากกัน
สวนทางด้านหลังเรียกว่า The Great Parterre ซึ่งมี Neptune Fountain (Neptunbrunne)
และ Gloriette ให้เห็นลิบๆ

เดินตากแดดหัวไหม้มาสักพัก ก็ถึงน้ำพุ
แต่เราไม่ได้เดินไปที่ Gloriette เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย
เวลาเที่ยวนี่มันไม่เคยพอเลยจริงๆ T*T

พอเกรียมได้ที่เราก็เดินกลับมาที่ Schönbrunn  มุมนี้สวยดีเลยเก็บภาพมา

จากสวนด้านหลังก็เดินกลับออกมาทางด้านหน้า แวะถ่าย Model จำลอง

เนื่องจากเวลาที่จำกัด เลยจำเป็นต้องกินอาหารด่วนอีกแล้ว

จาก Schönbrunn เรากลับมานั่งรถราง ไปจุดหมายถัดไปนั่นคือ Belvedere
การเดินทางไปที่นี่ ให้ใช้รถรางเบอร์ D  ไปลงที่สถานี Schloss Belvedere จะเดินน้อยที่สุด

มีนักท่องเที่ยวมาแบบเดียวกับเราเพียบ เรียกว่าลงเกือบหมดทั้งคัน

Schloss Belvedere เป็น Museum Complex ที่ประกอบไปด้วยหลายส่วน
เช่น Upper Belvedere, Lower Belvedere , Orangery และอื่นๆ
การเข้าดูแต่ละส่วนต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ทำให้เราต้องเลือกกดูแค่ส่วนเดียว
และส่วนที่เราเลือกก็คือ Upper Belvedere ซึ่งมีผลงานของ Gustav Klimt “The Kiss” อันเลื่องชื่อจัดแสดงอยู่
ภาพ “The Kiss” ก็คือรูปในโบร์ชัวร์นี่แหละ ของจริงมัน Amazing มาก
ภายใน Upper Belvedere ยังมีผลงานภาพวาดชั้นยอดจัดแสดงอยู่อีกหลายชิ้น

ภายใน Belvedere ห้ามถ่ายรูป ก็เลยตัดจบไป และมาต่อแบบเดิมคือถ่ายออกจากหน้าต่าง
แสดงให้เห็น Belvedere Garden และมี Lower Belvedere อยู่ลิบๆ
การจัดสวนเป็นแบบ French Garden ซึ่งเลียนแบบมาจาก การจัดสวนที่พระราชวัง Versailles

เราเลยเดินไปในสวน จนถึงน้ำพุ และถ่ายรูปย้อนกลับไปที่ Upper Belvedere
กว่าจะเดินมาถึงตรงนี้ได้ ไกลพอตัว นอกจากนั้นการจะมาตรงนี้ ต้องเดินอ้อมสวนไปไกล
ไม่สามารถเดินลัดมาจากทางเดินข้างๆได้ แกล้งคนมาเที่ยวชัดๆ

จากด้านหลังสู่ด้านหน้า
ตรงจุดนี้เอง ที่เราเจอมิจฉาชีพพยายามจะล้วงกระเป๋า
ในขณะที่กำลังตั้งใจถ่ายภาพนี้อยู่ และแฟนยืนกางร่มให้นั้น
มีผู้หญิงยิปซี ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว แอบมารูปซิปเป้ด้านหลังของแฟน
มือเบาใช้ได้ แต่ไม่เบาพอ แฟนเราเลยรู้ตัว และขยับเอามือไปจับดู พร้อมกับหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
นางโจรก็เนียนทันที ยกกล้องขึ้นมาเล็งถ่ายรูป Belvedere  แชะๆ
ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชั้นเป็นนักท่องเที่ยว
และแล้วก็รีบฉากหลบออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว พร้อมเพื่อนโจรอีกคน

จากที่มองสำรวจดูในตอนนั้น
ด้านหลังเราไม่ค่อยมีคน มีนักท่องเที่ยวอยู่แค่ 2-3 คน นอกจากพวกเรา
ไม่แน่ใจว่าเป็นแกงค์เดียวกันหรือเปล่าด้วย

สรุปว่ากระเป๋าเป้ช่องนอกสุดโดนเปิด แต่ข้างในมีแค่เศษกระดาษกับขยะของกิน
โจรคงดูแล้วไม่มีอะไรให้ขโมย จากนั้นเลยมาเปิดช่องด้านใน แต่ไม่เก่งพอ
แฟนเราเลยรู้ตัว เพราะมันต้องใช้แรงและสะเทือนมากกว่าซิบนอก

การเที่ยวครั้งนี้ เราเตรียมตัวพร้อมรับมือกับโจรเอาไว้อย่างดีแล้ว
ไม่มีการเก็บของมีค่าไว้ในจุดล่อแหลม ไม่มีการใส่เครื่องประดับ หรือเสื้อผ้าราคาแพง
แต่ก็ยังโดนจนได้ แม้จะไม่มีอะไรหาย แต่ก็รู้สึกเซ็งนิดหน่อย

จากเรื่องที่เกิดขึ้น สอนให้รู้ว่า เราป้องกันดียังไง ก็ยังมีโอกาสโดน
ดังนั้นของมีค่าและเอกสารสำคัญ ถ้าต้องเอาไปด้วย ให้เก็บไว้ช่องในสุด ลึกสุด
และใส่ในซิปอีกชั้นไว้ด้วย พวกโจรมือเบาจะได้ขโมยได้ยากขึ้น
ถ้าจะไปปารีสหรืออิตาลี คงต้องซื้อเป้ที่รัดกุมกว่านี้ไป

เสียเงินซื้อกระเป๋าเป้ยี่ห้อดีๆ ที่มีช่องเก็บรัดกุมเอาไว้ซะ อย่าประมาท
(ยี่ห้อที่ทำกระเป๋าเดินทาง คงพอรู้กันนะ)
ไม่กี่พันบาท ดีกว่าโดนขโมยของตอนเที่ยวอยู่
เสียอารมณ์ เสียเวลา และมีแนวโน้มจะเสียหายมากกว่าเยอะ

จาก Belvedere เราก็เดินทางไปจุดหมายสุดท้าย นั่นคือ Kunst Haus Wien
ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงผลงานของ Friedensreich Hundertwasser

ตัว Hundertwasser เป็นคนที่ไม่ชอบเส้นตรง จึงทำทุกอย่างโค้งๆเบี้ยวๆ
เค้าบอกว่าเส้นโค้งคือธรรมชาติ ส่วนเส้นตรงเป็นของที่มนุษย์สร้างขึ้น
ผลงานภาพวาดของเค้า ใช้สีฉูดฉาดและจินตนาการอันลึกล้ำ ไม่สามารถเข้าใจได้เลย
ดูตัวอย่างได้ที่ http://www.kunsthauswien.com/en/museum

พื้นที่ภายในจะไม่มีส่วนไหนเรียบเลย ลุ่มๆดอนๆ
แกบอกว่า มนุษย์พึ่งมาเดินบนพื้นเรียบ แค่ในช่วงไม่กี่ร้อยปีนี้เอง
ซึ่งพื้นเรียบๆก็ทำขึ้นเองทั้งนั้น
ก่อนหน้านี้มนุษย์ ก็เดินบนพื้นแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นเผ่าพันธุ์
แล้วทำไมคนคิดว่าสิ่งที่เค้าทำ มันประหลาด ?

ตั๋วเช้าชมก็ไม่ถูกนะ ถึงแม้จะเป็นสถานที่เล็กๆ ราคาแทบไม่ต่างกับที่อื่นๆที่ผ่านมาเลย

ออกจาก Kunst Haus มาเราก็ขึ้นรถรางมาแถวๆ Vienna City Hall เพื่อมาเดินดูสถาปัตยกรรมสวยๆ
เจองาน Film Festival พอดี เลยแวะเข้าไปดู

ก็คล้ายๆงานวัดนี่แหละ มีของกินเพียบ

มีใครสนใจดูดโมฮิโต้กับเค้ามั้ย

ปิดท้ายที่ Austrian Parliament
จบจากตรงนี้ ก็กลับโรงแรม เตรียมตัวเดินทางสู่ Český Krumlov
ไข่มุกเม็ดงามแห่งโบฮีเมีย ในวันถัดไป

Advertisements

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s