EUROPe in REWiND #8 – Hallstatt

เช้าวันที่ 8 ของการเดินทาง เราก็ต้องย้ายเมืองอีกครั้ง
จุดหมายปลายทางของเราวันนี้ เป็นเมืองในฝันของคนหลายคน นั่นก็คือ Hallstatt
สถานี Salzburg Huapbahnhof ในตอนนี้สวยงามกว่าที่เคยมาครั้งก่อนมาก
มีโครงการปรับปรุงซ่อมแซม แต่ก็ยังไม่เสร็จทั้งหมด เลยเดินไปดูป้ายโครงการ
สรุปว่าปรับปรุงตั้งแต่ 2008-2014 แบบนี้ก็เหลืออีกแค่ปีครึ่งเท่านั้น
การเดินทางวันนี้เราใช้รถบัสเบอร์ 150 ซึ่งวิ่งจาก Salzburg ไป Bad Ischl
 ที่เราเลือกไปแบบนี้เพราะมีคนบอกว่า เส้นทางรถบัสจะวิ่งผ่านเมือง St. Gilgen และทะเลสาป Wolfgang (Wolfgangsee)
ซึ่งว่ากันว่าสวยงามมาก และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง Romantic Road ที่คนที่เดินทางโดยการขับรถจะต้องผ่าน

ค่ารถบัสก็ไม่แพง เทียบกับค่ารถไฟ

นอกจากนั้น รถบัสสาย 150 ยังสามารถใช้ทำ Day Trip ที่ St. Gilgenได้

โดยการนั่งรถไฟลงที่เมือง St. Gilgen จากนั้นนั่งเรือข้ามฟากที่ทะเลสาป Wolfgang เพื่อไปเมือง St. Wolfgang และนั่งรถไฟขึ้นเขาชมวิว
รายละเอียดเรือข้ามฟากและรถไฟขึ้นเขา สามารถดูได้ที่ SchafbergBahn
การนั่งรถบัส ก็ไปรอที่ป้าย และซื้อตั๋วกับคนขับได้เลย แนะนำให้นั่งฝั่งซ้าย เพื่อชมวิว Wolfgangsee
รถบัสใช้เวลา 1 ชั่วโมง 35 นาที ก็มาถึงสถานี Bad Ischl Huapbahnhof
จริงๆแล้ว ถ้าใครอยากทำ Day Trip จาก Salzburg ไป Hallstatt ก็ทำได้
โดยการมาต่อรถบัสอีกสายที่นี่เพื่อไป Hallstatt คนที่นั่งรถมากับเราก็ทำเช่นนี้หลายคนอยู่
พอมาถึง Bad Ischl เราก็ฝากกระเป๋าเดินทาง ไว้ที่ Locker ของสถานี และเอาเสื้อผ้าของใช้เท่าที่จำเป็น
ใส่เป้แบกไปเที่ยว Hallstatt เพื่อลดภาระการที่จะต้องลากกระเป๋าเดินทางไปมา
วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็แนะนำให้ใช้
สำหรับอัตราค่าฝากกระเป๋า จะมี Locker 3 ขนาด
ใหญ่, กลาง และ เล็ก ราคา 3.5, 2.5 และ 1.5 Euro ต่อ 24 ชั่วโมง ตามลำดับ
สำหรับกระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้ว ใส่ Locker ขนาดกลางได้พอดีๆ
จาก Bad Ischl ต่อรถไฟไป Hallstatt แค่ 25 นาที
สถานี Hallstatt เป็นสถานีเล็กมาก  ตัวสถานีก็มีเท่าที่เห็นในรูป
และเหมือนจะไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ข้างในป้อมนี้เสียด้วย เรียกว่าไม่มีอะไรทั้งสิ้น
จากสถานี ก็เดินทางท่าเรือ มีป้ายบอกชัดเจน จะว่าไปแล้วทุกคนที่ลงรถไฟที่นี่
ก็ไปขึ้นเรือเหมือนกันหมด เพราะถ้าไม่ขึ้นเรือก็เหมือนจะไม่มีทางอื่นไปอีกแล้ว
ท่าเรือก็มีแค่นี้ ก่อนที่จะบูมเรื่องการท่องเที่ยว ไม่รู้วันๆมีคนผ่านมาสักกี่คน
เรือข้ามฟากก็วิ่งเป็นรอบๆ ตามรอบรถไฟ ใช้เวลาข้ามฟากประมาณสิบห้านาที
ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะก็ทำแค่เอาคนจาก Hallstatt มาส่งขึ้นรถไฟให้ทัน
กับรับคนที่สวนลงมาจากรถไฟ ข้ามไปยังตัวเมือง
ตั๋วเรือข้ามฟากก็ซื้อกับต้นหนและกัปตันได้เลย
มองจากท่าเรือ เห็นเมือง Hallstatt อยู่ลิบๆ
พอข้ามมาถึงเมือง เราก็เดินไปที่พักก่อน
วันนี้เรามาพักกับ Gasthof Pension “Grüner Anger”
ซึ่งอยู่ไกลจากท่าเรือข้ามฟากพอสมควร เรียกว่าอยู่คนละฝั่งของเมืองดีกว่า
ใช้เวลาเดิน 15-20 นาที

ที่พักนี้อยู่ใกล้เหมืองเกลือ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร ก็ถึงสถานีรถราง ที่ต้องขึ้นเพื่อไปดูเหมืองเกลือด้านบน
ซึ่งเราไม่ได้ไป เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง เนื่องจากต้องเสียค่ารถรางและค่าเข้าเหมือง
เหมือนโดนสองเด้ง รวมแล้วประมาณ 30 Euro ต่อคน

นอกจากนั้น ที่พักนี้ยังไม่ไกลจากจุดจอดรถบัส
เพราะฉนั้นใครมา Hallstatt ทางรถบัสก็จะเดินใกล้กว่ามาก

ห้องพักกว้างขวางและสีสันน่ารักดี
ที่พักจะมีประตูพิเศษ ให้แขกที่พักออกไปข้างนอกได้ตามใจชอบ และต้องใช้กุญแจไขเข้ามาเอง
เพราะที่พักเป็นบ้านของเจ้าของด้วย เค้าคงจะไม่มาคอยเปิดปิดประตูให้ หรือทำระบบล็อคใหม่
มุมมหาชนของ Hallstatt มีสองจุด ก็คือด้านนี้
เป็นที่ๆคนมาให้อาหารนกเป็ดน้ำและหงส์
และของจริง มุมนี้ ตามโปสเตอร์เป๊ะ สวยงามจับใจ
ถ้ายิ่งมาหน้าหนาว คงจะยอมแข็งตายยืนมองวิวที่ตรงนี้
 จุดชมวิวเดินจากท่าเรือข้ามฟากมาไม่ถึงห้านาที
เลยจากตรงนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว คือเหมือนกับออกนอกเมืองไปนั่นแหละ
Panorama จากมุมมหาชนสักหน่อย
เมือง Hallstatt เป็นเมืองที่เล็กมากกกก สามารถเดินได้ทั่วภายในเวลาแค่ 3 ชั่วโมง
แต่ถ้าอยากดูเหมืองเกลือด้วยก็ต้องบวกเวลาไปอีก 2 ชั่วโมง
นอกจากมุมมหาชนแล้ว จุดสนใจอีกจุดก็คือสุสานของชาวเมือง ซึ่งอยู่ด้านบน ต้องเดินขึ้นไป
สุสานมีการทำป้ายเอาไว้อย่างสวยงาม มีทั้งเก่าแหละใหม่
เท่าที่เห็นของใหม่ล่าสุด ประมาณต้นเดือนกรกฎาคมนี่เอง
Panorama รูปนี้ถ่ายจากบริเวณสุสาน มองเห็นโบสถ์อยู่ทางขวา

และจุดถ่ายรูปมุมมหาชนอยู่ทางด้านซ้าย

อีกจุดที่ลืมไม่ได้ก็คือจตุรัสกลางเมือง ที่มักจะมีคนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจตลอดเวลา
รูปนี้ถ่ายตอนตีห้าครึ่ง จึงไม่มีคนอยู่เลย
Panorama จากบริเวณจุดชมวิวอีกด้าน
วันนี้เป็นวันเดียวในทริปที่เราเจอฝนตก แต่ฝนตกช่วงค่ำแล้ว ประมาณสองทุ่ม
จึงไม่ได้มีผลอะไรกับแผนการเที่ยวของเรา
ตอนเย็นเราทานอาหารกับทางที่พัก ซึ่งเป็น Set Menu
 เริ่มต้นด้วยซุปกับสลัด และมีจานหลักเป็นปลาเทราต์ย่างกับเครื่องเทศ เสิร์ฟพร้อมข้าว
ปิดท้ายด้วยไอศครีมกับเชอรี่สด อิ่มอร่อยในราคาไม่แพง
ทานอาหารเสร็จเราก็เข้านอน หมดไปอีกวันกับบรรยากาศแสนพิเศษของเมือง Hallstatt
พรุ่งนี้เรามีคิวถ่ายรูปตั้งแต่ตีห้า เพื่อเก็บภาพในเมืองตอนที่ไม่มีคน
เนื่องจากระหว่างวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้โอกาสเก็บภาพสวยๆ แทบเป็นไปไม่ได้เลย
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนรักการถ่ายรูป แต่เราก็ยังแนะนำให้ตื่นเช้า และเดินชมเมือง
แล้วท่านจะได้พบกับสเน่ห์จริงๆของเมืองนี้ ที่ไม่มีโอกาสสัมผัสในตอนกลางวัน
รุ่งเช้าวันที่ 9 เราก็ตื่นกันแต่เช้า เพื่อไปเดินในเมือง Hallstatt เก็บบรรยากาศ
 เมื่องที่ปรกติเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว กลับไร้ผู้คน
หน้าร้อนของยุโรป จะมีกลางคืนเพียง 7 ชั่วโมง ประมาณตั้งแต่ 3 ทุ่ม – ตี4
แสงสว่างๆแบบนี้ประมาณตีห้ากว่าๆ

จุดหมายของเราคือมุมมหาชน ซึ่งอยู่อีกฝั่งของเมือง

เราเดินจนไปถึงมุมมหาชน แต่เสียดาย
แสงเงาสะท้อนน้ำ กลับไม่สวยเท่าช่วงบ่ายๆเย็นๆเมื่อวาน
 เลยหันไปถ่ายแสงอาทิตย์จากหลังเขาแทน
เนื่องจากวันนี้เรามีนัดกับรถไฟเที่ยว 9 โมง
เราจึงต้องรีบกลับที่พัก แล้ว Check Out
ลูกชายเจ้าของ ขับรถมาส่งเราที่ท่าเรือข้ามฟาก
เค้าเล่าให้ฟังว่า พ่อเค้าจะมาเมืองไทยปลายปีนี้ และจะปล่อยให้เค้าดูแลโรงแรมเองสองเดือน
‘It’s our family business, you have to take care of it’
พ่อเค้าบอก
วิวที่ถ่ายจากเรือเห็นบ้านเรือนที่นี่สะท้อนในน้ำ ช่างน่าประทับใจ
สวยไม่แพ้มุมมหาชนเลยทีเดียว
เรายืนมองภาพเมืองบนผิวน้ำ พร้อมโบกมือลา  Hallstatt
เป็นการลาจากเมืองนี้ ในแบบที่เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรติดค้างอีกแล้ว
รถไฟตรงนี้ เป็นแบบวิ่งช้าสุด และมีรางเดียว คล้ายๆบ้านเรา
จำเป็นต้องจอดรอรถอีกฝั่งที่สถานี  เพื่อให้รถด้านตรงข้ามวิ่งสวนไปได้
 ทำให้เกิด delay ได้ง่ายมาก
เรากลับไปที่ Bad Ischl เพื่อเอากระเป๋าใน Locker
ระหว่างที่รถไฟขบวนถัดไปยังมาไม่ถึง เราก็เข้าไปเดินเที่ยวตลาดเช้า
ในตัวเมือง Bad Ischl ไปพลางๆ
เชอรี่ที่นี่ขายถูกมาก และเป็นเชอรี่ที่สดที่สุด เท่าที่เคยกินมาในชีวิตนี้
เราถึงกับต้องย้อนกลับไปซื้อเพิ่ม เพราะรู้ว่าชีวิตนี้ อาจจะไม่มีโอกาสได้กินอีก
 นั่งรถไฟอยู่หลายชั่วโมง กว่าจะมาถึงจุดหมายถัดไป นั่นก็คือ Vienna เมืองแห่งศิลปะ
สถานีหลักของที่นี่คือ Wien Westbahnhof ต่างจากที่อื่นที่ผ่านมาที่จะชื่อลงท้ายด้วย Huapbahnhof
สถาพสถานีใหม่และทันสมัยมาก เพราะปรับปรุงใหม่เหมือนกับ Salzburg และ Innsbruck
โรงแรมที่เราเลือกพักที่นี่คือ wombats CITY HOSTEL Vienna “THE LOUNGE” 
ซึ่งเป็น Hostel ของวัยรุ่น ที่นอนมีแบบ Private และ Shared
มี Bar ชั้นใต้ดิน เฮฮากันทุกคืน ส่วน Facilities ก็จะมีน้อยถึงน้อยที่สุด
ยังดีที่เราจองห้อง Private ห้องน้ำในตัว เค้าเลยมีสบู่ ยาสระผมให้
ถ้าไม่เช่นนั้นต้องเอามาเองนะ (ผ้าเช็ดตัวด้วย)
โรงแรมนี้อยู่ใกล้ Wien Westbahnhof มาก เดินออกจากประตูโรงแรมประมาณ 50 เมตร

ก็ถึงทางเข้าสถานี ลงลิฟต์ตรงไปถึง Underground สาย U3 ในพริบตา

 

 

เราพร้อมแล้ว ที่จะเปิดฉากการเที่ยวเมืองแห่งศิลปะ
ซึ่งตามแผน เราจะอยู่เมืองนี้กัน 3 วันเต็มๆ
พร้อมจะลุยไปด้วยกันหรือยังครับ ?
Advertisements

9 comments

  • กำลังจะไปพักที่นี่เหมือนกันค่ะ อาหารน่าทานมาก ต้องแจ้งกับทางที่พักก่อนรึป่าวคะ
    อยากถามเรื่องค่ารถ Bus 150 ราคา 20 ยูโร ต่อคนเหรอคะ (แพงอ่ะ)

  • อาหารไม่ต้องแจ้งก่อนครับ เค้าบอกว่าถ้าอยากกินก็เดินไปที่ห้องอาหาร ตอน 6 โมงเย็น – 2 ทุ่มได้เลย

  • ขอบคุณมากค่า บอกรายละเอียดเยอะดีจังค่ะ ตอนแรกยังกังวลอยู่ว่าที่ Bad Ischl จะมีที่ฝากกระเป๋ารึป่าว เพราะมีเวลาเที่ยว ระหว่างรอรถบัส 1.30 ชม. ตอนนี้ไม่ต้องกังวลแล้ว 🙂
    รบกวนถามเรื่องตั๋วรถไฟอีกเรื่องนะคะ ถ้านั่งจาก Hallstatt to Bad Ischl ต้องจองตั๋ว online ก่อนรึป่าวคะ เข้าไปดูในเว๊บ เค้าบอก 7.40 Euro for 2 Persons

  • ไม่ต้องซื้อล่วงหน้าครับ ตรง Bad Ischl มีเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว แต่ราคาอาจจะแพงกว่าซื้อ online นะครับ

Submit a comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s